เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงสาย พลโทภาณุพงศ์ สุวัณณุสส์ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กับคุณนายและคณะ มากราบเยี่ยมและถามปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในส่วนของมโนมยิทธิ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านถามมานั้น เป็นเรื่องปกติของนักปฏิบัติที่ทำไปแล้วก็ต้องเจอ ไม่ใช่เรื่องที่น่าหนักใจ แต่เรื่องที่น่าหนักใจก็คือ ทั้งท่านและคุณนายไปปฏิบัติธรรมเพื่อเน้นในเรื่องของการรู้เห็น..!

    การรู้เห็นต่าง ๆ จากการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเพียงของแถมในการปฏิบัติเท่านั้น ปกติแล้วสภาพจิตของทุกคนจะโดนกระตุ้นด้วย รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ตลอดเวลา ถ้าเปรียบเหมือนกับน้ำก็คือกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถที่จะเห็นอะไรได้ชัดเจน เนื่องเพราะว่าน้ำไม่นิ่ง

    แต่ถ้าหากว่าเราปฏิบัติไปจนถึงระดับที่จิตใจสงบระงับจริง ๆ ก็เปรียบเหมือนกับน้ำนิ่ง จะสามารถสะท้อนภาพทุกอย่างรอบข้างลงไปเหมือนกับของจริง ก็แปลว่าต่อให้เราไม่ตั้งใจที่จะปฏิบัติเพื่อการรู้เห็น ถ้าสภาพจิตสงบระงับจริง ๆ การรู้เห็นก็จะเกิดขึ้นเอง ถือว่าเป็นของแถมจากการปฏิบัติธรรม

    และอยากจะบอกว่า
    เป็นของแถมที่อันตรายมาก เนื่องเพราะว่าถ้าจัดการไม่ถูก ก็เสียหายมานักต่อนักแล้ว ก็คือเวลาสิ่งที่เรารู้เห็นเกิดขึ้นตรงหน้า ช่วงเวลาแค่วินาที ๒ วินาที ถ้าเราจะอธิบายสิ่งที่เรารู้เห็น ต้องใช้เป็นตัวหนังสือหลายหน้ากระดาษ ก็คือในความเป็นทิพย์นั้น การรู้เห็นจะรวดเร็วมาก ประมาณว่าแค่กระพริบตาก็อาจจะระลึกไปได้หลายชาติ..!

    คราวนี้พอรู้เห็นขึ้นมาแล้วจัดการไม่ถูก ก็อาจจะทำให้หลงวนเวียนยึดติดอยู่แค่นั้น เนื่องเพราะว่าการรู้เห็นนั้น เขาให้รู้เพื่อละ แต่นักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไปรู้แล้วยึด โดยเฉพาะการระลึกชาติได้ แทนที่จะเข็ดว่าเราเกิดมาจนนับชาติไม่ถ้วนจนถึงชาติปัจจุบันนี้ ซึ่งทุกข์มาทุกชาติ กลับไปยึดว่าคนนั้นเคยเป็นอย่างนั้นกับเรา คนนี้เคยเป็นอย่างนี้กับเรา แล้วแทนที่จะละ จะวาง จะเข็ด ก็กลับไปฟื้นความสัมพันธ์เสียใหม่ แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทะเลทุกข์ แทนที่จะรีบขึ้นสู่ฝั่งให้หมดปัญหาไป กลับไปกอดคอกันเป็นพรวน ก็จะพากันจมน้ำตายทั้งหมด..!

    เราต้องฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสเอาไว้ว่า บุคคลที่เกิดมาแล้วได้พบกัน ในอดีตไม่เคยมีความสัมพันธ์กันมานั้นไม่มี อย่างน้อยก็ต้องเคยเป็นอะไรสักฐานะหนึ่ง อย่างเช่นว่า พ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งศัตรู..! การที่จะเกิดมาแล้วไม่เคยได้เป็นญาติเป็นโยม หรือมีความสัมพันธ์อะไรกันเลยนั้นไม่มี แล้วยังจะเสียเวลาไปรู้เห็นเรื่องเหล่านี้เพื่ออะไร ?
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    หลายต่อหลายท่านก็เสียหายไป เพราะว่าถึงเวลารู้เห็น ก็กลายเป็นอาจารย์บอกใบ้ให้หวย หรือว่าหลายท่านรู้เห็นแล้วก็พูดไปเรื่อยอย่างที่ตนเองรู้เห็น โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร ?

    อย่างเช่นเคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ที่บ้านไม่ควรจะมีวัตถุมงคล หรือว่าไม่ควรที่จะไปติดแผ่นยันต์ หรือว่ารูปพระเอาไว้ เพราะว่าทำให้ผีลำบาก เข้าบ้านไม่ได้..! นั่นคือสิ่งที่เขารู้เห็นและพูดตามนั้น กระผม/อาตมภาพเคยเปรียบง่าย ๆ ว่าถึงเวลา
    โจรก็ไปขอร้องร้านทองว่า อย่าเอาตำรวจมาเฝ้าเลย เพราะว่าทำให้ปล้นไม่ได้..! แล้วเรื่องอย่างนี้ ถึงเวลาเจ้าของร้านควรที่จะโง่ทำตามเขาไหม ? เนื่องเพราะว่าสิ่งที่เขารู้เห็นนั้น เขารู้เห็นจริง ๆ แต่ว่าการรู้เห็นนั้นไม่ได้ช่วยให้ฉลาดขึ้น ก็ยังคงพูดไปตามที่ตนเองรู้เห็น

    หรือที่บอกว่าถึงเวลาทำบุญบ้านแล้วไม่ควรพรมน้ำมนต์ เพราะว่าน้ำมนต์ไปทำให้เหล่าสัมภเวสี หรือว่าสิ่งที่มองไม่เห็น บาดเจ็บสาหัสไปตาม ๆ กัน บางรายโดนไปมากถึงขนาดตัวขาดเป็นท่อน ๆ ก็มี..! ก็คงอยู่ในลักษณะประมาณว่าบ้านมีแมลงสาบ แต่อย่าไปฉีดยาไล่เลย เพราะทำให้แมลงสาบเดือดร้อน ดังนั้น..การรู้เห็นเรารู้เห็นจริง ๆ แต่สิ่งที่ควรจะรู้ด้วยก็คือ เราพูดได้เท่าไร

    แล้วการปฏิบัติธรรมนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามุ่งหมายเอาไว้สูงสุด คือหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ถ้าหากว่าในเบื้องต้นก็คือมีจิตใจที่สงบระงับจาก รัก โลภ โกรธ หลง ไม่โดนไฟกิเลสแผดเผาอยู่ทุกวัน ในเบื้องกลางก็คือสภาพจิตที่หนักแน่นมั่นคง ทำให้มีสุคติเป็นที่ไปเกือบจะแน่นอน และในเบื้องปลายก็คือทำให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ แต่ปรากฏว่าเราท่านกลับไปปฏิบัติเพื่อการรู้เห็น ซึ่งมีโทษมากกว่าประโยชน์..!

    แต่ว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นเรื่องแปลกตรงที่ว่า บางทีต่อให้รู้ว่าตนเองเดินทางผิด แต่ก็อยากเดิน เหมือนกับคนที่คันแล้วต้องเกาให้ได้ ดังนั้น..บางอย่างก็ต้องปล่อยตามเวรตามกรรมเหมือนกัน เหมือนอย่างที่กระผม/อาตมภาพตักเตือนญาติโยมไปตั้งแต่ปีที่แล้ว น่าจะประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ว่า ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าช่วงระยะ ๕ ปีนี้ อย่าทำอะไรที่ต้องใช้เงินมาก เนื่องเพราะว่าสถานการณ์ของทั้งประเทศชาติและทั้งโลก ไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง ก็ยังมีพวกรั้นไม่ฟัง บอกว่าจะสร้างบ้านเพราะว่ากู้เงินได้ ครั้นตักเตือนไปก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นจะลดขนาดบ้านให้เล็กลงหน่อยก็แล้วกัน..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    ถ้าลักษณะอย่างนี้เขาเรียกว่าจับพระเป็นตัวประกัน ก็คือถ้ากระผม/อาตมภาพบอกว่าดี ทำได้เลย เขาก็จะบอกว่าหลวงพ่อบอกว่าดี แต่ถึงบอกว่าไม่ดีกูก็จะทำ เพราะว่ากูกู้เงินมาแล้ว..! แล้วอย่างนี้จะมีประโยชน์อะไรที่จะมาปรึกษา นอกจากหาความชอบธรรมของตัวเอง บุคคลประเภทนี้ กระผม/อาตมภาพมักจะปล่อยให้เดือดร้อนเสียให้เข็ด..!

    เหมือนกับไอ้ทิดคนหนึ่ง ซึ่งตอนแรกก็ขายบ้าน ขายบ้านได้เงินปุ๊บกูซื้อรถไว้ก่อน ซื้อรถแล้วไม่พอยังไปเล่นทองอีกต่างหาก สรุปว่าไม่เหลือสักบาท..! รถก็ต้องเอาไปขาย ก็ไปดิ้นรนขายที่ดินอีก ขายได้ปุ๊บเล่นทองใหม่ สรุปว่าตอนนี้ก็ไม่เหลือสักบาท ทั้ง ๆ ที่ห้ามไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอย่าไปทำอย่างนั้น คือบางคนถ้าวาระกรรมมาถึง ต่อให้เราตักเตือนให้ตาย เขาก็ไม่ฟัง..!

    ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพจึงทำหน้าที่ของตนเองตามเวรตามกรรม ก็คือบอกได้แค่ไหนก็แค่นั้น ช่วยได้แค่ไหนก็แค่นั้น จะไม่มาดิ้นรนเพื่อคนอื่นอีก เพราะว่าขี้เกียจเหนื่อยใจ แม้กระทั่งพระเณรของเรา แค่มาทำวัตร เจริญพระกรรมฐานเช้าเย็น ยังไม่สามารถที่จะมาตามเวลาได้ บางคนก็รอว่าเมื่อไร
    กระผม/อาตมภาพจะลงโทษพวกนี้เสียที รอไปเถอะ..มันอยากลงนรกก็เรื่องของมัน จะไปยุ่งอะไรกับมันมาก ก็บอกแล้วว่าดีชั่วรู้หมด ถ้าอดไม่ได้ก็ทางใครทางมัน..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...