เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 16 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,304
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,108
    ค่าพลัง:
    +26,914
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,304
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,108
    ค่าพลัง:
    +26,914
    วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ งานช่วงสงกรานต์ก็ผ่านไปด้วยดี บรรดาเจ้าอาวาส เจ้าสำนักที่เคยเป็นพระวัดท่าขนุน ก็ได้มากราบสรงน้ำขอพรกันหลายต่อหลายราย

    แต่คราวนี้
    การที่ออกไปเป็นเจ้าอาวาสหรือเจ้าสำนักนั้น ส่วนหนึ่งก็มักจะผ่อนผันให้กับตัวเอง พูดง่าย ๆ ว่าไม่ค่อยจะเคร่งครัดเหมือนอย่างสมัยที่ตนเองเป็นลูกวัดอยู่ ซึ่งการทำในลักษณะนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายมาก..!

    อันดับแรกเลยก็คือ เมื่อตนเองผ่อนผันหรือว่าหย่อนยานในการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม โอกาสที่จะรักษากำลังใจของตนให้มั่นคงก็ยาก แล้วเรื่องของกำลังใจ ถ้าเปิดโอกาสให้กิเลสยึดครองได้ โอกาสที่จะตีคืนก็ยากมากถึงยากที่สุด..!

    พรรคพวกของกระผม/อาตมภาพท่านหนึ่ง ก็คือหลวงพ่อชาลี (พระครูวิริยกาญจนาภรณ์) รองเจ้าคณะตำบลบ้านเก่า เขต ๒ เจ้าอาวาสวัดลำทหาร ท่านเคยบอกว่า "ผมเสียหมาไปหลายปีเลย..!" ก็คือพอเผลอให้กิเลสมีกำลังมากกว่าการปฏิบัติของตน ก็โดนลากให้ฟุ้งซ่าน ไป รัก โลภ โกรธ หลง จนเอาคืนได้ยาก พูดง่าย ๆ ว่าต้องรอจนกว่าบุญเก่าหนุนเสริม จึงจะทำให้การปฏิบัติของเราสามารถที่จะกลับมารักษากำลังใจได้เท่าเดิม

    แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่า
    ถ้าเราไม่เสียเวลาช่วงนั้นไปในการดึงกำลังใจกลับมา ถ้าสามารถรักษาเอาไว้ได้ตั้งแต่แรกแล้วปฏิบัติต่อเนื่อง ก็อาจจะไปยันไหนแล้วก็ไม่รู้ ?!

    เรื่องของการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเคร่งครัดกับตนเอง เหตุก็เพราะว่ากิเลสนั้นมีมายามาก พอถึงเวลาก็จะอ้างว่า "ครั้งที่แล้วยังได้เลย" แล้วเราก็ผ่อนผันหย่อนยานอีกต่อไป โดยเฉพาะในการที่จะสร้างบุญ สร้างกุศล สร้างกำลังใจของตน ด้วยการสวดมนต์ ทำวัตร เจริญพระกรรมฐาน เราก็ไปงดเว้น แล้วในลักษณะนั้น จะทำให้ตนเองชนะกิเลสได้อย่างไร ?

    ในเมื่อยังไม่ทันไร ก็ไปปล่อยให้กิเลสมีอำนาจเหนือใจตนเองแล้ว ก็เหลืออยู่อย่างเดียวว่าเมื่อไรจะเสียหายจนชาวบ้านเขารับไม่ได้ แล้วถึงเวลานั้น ถ้าแก้ไขไม่ได้ แก้ไขไม่ทัน ก็จะเสียหายถึงครูบาอาจารย์ เสียหายถึงพระพุทธศาสนา..!

    ดังนั้น..
    บุคคลที่รีบร้อนออกไปแล้วเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าสำนัก ไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่คิด เพราะว่าถ้ารักษากำลังใจไม่เป็น การไปบริหารงาน บริหารคน มีแต่สารพันปัญหา โดยเฉพาะถ้าภายในวัดมีผู้หญิงอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ชีหรือว่าโยมวัด รับรองได้ว่ามีแต่เรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,304
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,108
    ค่าพลัง:
    +26,914
    สมัยที่กระผม/อาตมภาพยังอยู่ที่วัดท่าซุง ก็มีแม่ชีชุลี อาตมะมิศร์ แม่ชีสงัด ประสมทอง อยู่แค่สองรูปเท่านั้น มาภายหลังก็มีโยมแม่ของท่านพงศ์ชัย สุธมฺมสุขิโต ก็คือแม่ชีเก๊กฮวยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง แล้วก็มีแม่ชีเล็ก ลูกศิษย์หลวงพ่อรักษ์ วัดศรีรัตนารามฝากมาอีกหนึ่ง ซึ่งไม่พอใช้งานเพราะว่าวัดใหญ่มาก

    กระผม/อาตมภาพกราบเรียนถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า "ทำไมไม่รับแม่ชีเพิ่มขึ้นครับ ?" ท่านบอกว่า "ถ้าไม่จำเป็นข้าไม่อยากให้มีผู้หญิงอยู่ในวัด เนื่องเพราะว่าผู้หญิงจิตใจละเอียดมากเกินไป เรื่องนิดหนึ่งก็กระทบ เรื่องหน่อยหนึ่งก็มีปัญหา ข้าขี้เกียจฟังพวกมันบ่น..!"

    ดังนั้น..ในส่วนนี้ถ้าเรื่องของการบริหารงาน เจ้าสำนักก็ยังเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าบริหารคนแล้ววางกำลังใจไม่เป็น ถ้าไม่ตีกันวัดแตกเสียก่อน ก็อาจจะถึงขนาดโกรธกันชนิด "ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ" ไปเยอะแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายต้องสำนึกอยู่เสมอว่า ถ้ากำลังใจของเรายังไม่มั่นคงพอ ก็ต้องเร่งรัดตนเองให้มากยิ่งขึ้น เพราะว่าไม่ช้าก็เร็ว งานรับผิดชอบต่าง ๆ จะต้องมาถึง แล้วถ้าหากว่ากำลังใจของเรายังไม่มั่นคง ไป รัก โลภ โกรธ หลง ตามสภาพอารมณ์ตรงหน้า ถ้าสำหรับนักปฏิบัติที่หวังเอาดีแล้วก็คือเสียหายมาก เพราะว่ากำลังใจที่ไม่มั่นคง ขึ้น ๆ ลง ๆ มีแต่จะพาให้เราทุกข์มากขึ้น..!

    อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของงานคันถธุระ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการศึกษาเล่าเรียน หากแต่หมายถึงการทำงานวัดในด้านต่าง ๆ หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า "งานคันถธุระนั้น ถ้าเราทำงานแล้ววางกำลังใจเป็น จะเข้าถึงมรรคผลได้เร็วมาก"

    ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็ยังไม่เข้าใจ แต่พอมาทำงานก่อสร้างเข้าจริง ๆ แล้ว สารพันปัญหาที่ประเดประดังเข้ามา ถ้าหากว่าเราทำใจไม่ได้จริง ๆ หลายท่านก็เครียดจนนอนไม่หลับ ดังนั้น..ถ้าสามารถวางกำลังใจได้จริง ๆ เท่ากับว่าเราได้ทดสอบกับของจริงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าผ่านการทดสอบไปได้ก็แปลว่า "เห็นหน้า เห็นหลัง" กันเลย ก็คือถ้าเรื่องไม่หนักกว่านั้น ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เรากระทบกระเทือนได้อีกแล้ว

    เพียงแต่ว่าเรื่องพวกนี้ บางทีหลายท่านต้องบอกว่า "ดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้" ฟังคำตักเตือนของครูบาอาจารย์เป็นเพียง "ลมผ่านหู" เนื่องเพราะว่าถ้าทำตามใจตัวเองแล้ว รู้สึกว่าสบาย ถ้าอย่างนั้นขอให้เข้าใจเลยว่าชาตินี้เอาดีไม่ได้..! เพราะว่าเราไม่มีความพยายามในการต่อสู้กับกิเลสเลย
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,304
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,108
    ค่าพลัง:
    +26,914
    โดยเฉพาะการไปเป็นผู้นำคนอื่นเขา เราบอกอะไรเราต้องทำสิ่งนั้น ในลักษณะบาลีที่ว่า ยถาวาที ตถาการี ก็คือพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่ใช่ "ให้ท่านทำตามที่ผมพูด แต่ไม่ใช่ทำตามที่ผมทำ" ถ้าอย่างนั้นก็บรรลัยแน่นอน..! เพราะว่าถ้าหัวหน้าดีแต่สั่งคนอื่นโดยที่ตนเองไม่ทำ ความศักดิ์สิทธิ์ในคำสั่งก็ไม่มี เพราะว่าถ้าไปเจอพวก "หัวหมอ" เขาก็จะเถียงว่า "ทีหลวงพ่อเจ้าอาวาสยังทำได้เลย" แล้วเราก็ต้องไปโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ดีไม่ดีก็ตีกันหัวร้างคางแตกอีก..!

    ดังนั้น..ในครั้งแรก ๆ ที่กระผม/อาตมภาพไปพม่า สิ่งหนึ่งที่อยากจะไปดูไปศึกษาจริง ๆ ก็คือ บ้านเราพระแค่ ๔ รูป ๕ รูป บางทีก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย ทำไมพระของพม่าเขา แต่ละวัดมีเป็นหลายสิบ หรือว่าหลายร้อยรูป แล้วเขาอยู่กันได้อย่างไร โดยที่ไม่ทะเลาะกัน ? สรุปว่ามีสองสาเหตุ

    สาเหตุแรกก็คือถ้าทะเลาะกัน ครูบาอาจารย์จะให้สึก ของทางพม่าถ้าสึกแปลว่าต้องไปเป็นทหาร โอกาสตายมีมากกว่ารอด..!

    สาเหตุที่สองก็คือการเรียนของเขาหนักมาก ท่องตำรากันหูดับตับไหม้จนไม่มีเวลาทะเลาะกับใคร บางทีเรื่องพวกนี้เราอาจจะต้องนำมาปรับใช้ที่บ้านเราบ้าง เพียงแต่สถานการณ์บ้านเราไม่มีบังคับแบบนั้น ก็คือไม่มีการสึกแล้วจะต้องเป็นทหารออกรบ ก็เลยทำให้คนไม่รู้สึกว่าเรื่องของการสึกต้องลำบากอย่างไร

    ในที่นี้ที่นำเอาเรื่องของเจ้าสำนักขึ้นมากล่าว ก็เพราะว่า
    ถ้าหากว่าเราเป็นผู้นำ ก็ต้องเป็นต้นแบบให้คนอื่นเขา ถ้าแบบบิด ๆ เบี้ยว ๆ แล้ว จะพิมพ์เอาวัตถุออกมาสวยงามย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงขอย้ำตรงนี้อีกวาระหนึ่งว่า "ถ้าเราสร้างความเจริญให้กับพระพุทธศาสนาไม่ได้ ก็อย่าทำให้พระศาสนานี้ต้องพังลงไปด้วยมือของเราเลย..!"

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...