บทความให้กำลังใจ(ความรักความเข้าใจ)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    เดินทางไกล ใจอยู่กับปัจจุบัน
    พระไพศาล วิสาโล
    วันนี้เป็นวันที่พวกเราได้ผ่านประสบการณ์การเดินแบบเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งของการเดินธรรมยาตราในปีนี้ เพราะว่าระยะทางที่เราเดินนั้นไกลที่สุด ถ้าไม่นับพรุ่งนี้ วันนี้ช่วงบ่ายเดิน ๙ กิโลมากกว่าวันไหนๆ ในช่วง ๖ วันที่ผ่านมา เราคงได้เห็นด้วยตัวเองว่าเราทำได้มากแค่ไหน
    ในภาพรวมก็ถือว่าเราทำได้ดี ทั้งๆ ที่เราก็มีคนมากันเยอะมากเป็นประวัติการณ์ มีคนนับว่าวันนี้มีคนเดิน ๓๖๐ คน เฉพาะที่เดินนะ ไม่นับฝ่ายสนับสนุน ที่ขับรถบ้าง หรือเตรียมสถานที่ รวมแล้วก็คงจะ ๔๐ นับเป็นขบวนธรรมยาตราที่มีคนเดินเยอะมาก แต่เราก็ช่วยกันเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน ความเหนื่อยหรือความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นคงจะช่วยทำให้เราเห็นประโยชน์ ความปวดมีข้อดีหลายอย่าง อย่างน้อยมันทำให้ใจเราอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น เพราะว่าถ้าเราใจลอย ก็อาจจะเดินสะดุด โดยเฉพาะคนที่ถอดรองเท้าจะรู้สึกได้เลยว่าต้องใส่ใจกับแต่ละก้าวๆให้มาก เพราะถ้าใจลอยหรือใจหลุดไป ความปวดแปลบจะดึงจิตกลับมาอยู่กับการเดิน พอดึงกลับมาแล้วถ้าไม่มีสติ ใจจะปักตรึงอยู่กับความปวด แทนที่จะดูหรืออยู่ห่างๆ เพียงแค่รู้เฉยๆ ใจกลับปักตรึงอยู่ตรงนั้นก็เลยรู้สึกเจ็บมากขึ้น แต่เราก็ยังอาศัยความอดทนที่ช่วยผลักดันเราให้เดินไปข้างหน้าได้ไม่หยุด


    เวลาเดินอาตมาเองคิดแต่ว่าเดินชั่วโมงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้มองไปถึงชั่วโมงหน้าเลย เพราะคิดว่าเอาเท่านี้ก่อน ทำแต่ละชั่วโมงๆให้ดี เพราะว่าถ้าเรามองไปไกลๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร บางทีอาจจะทำให้เราท้อได้ง่าย แต่ถ้าเราถามตัวเองว่า ชั่วโมงนี้เราจะเดินไปได้ตลอดไหม อันนี้ตอบง่าย แต่ถ้าเรามองข้ามช่วงเวลานี้ไป ถามว่าวันนี้หรือบ่ายนี้เราจะเดินไปได้ตลอดไหม ก็อาจจะไม่มั่นใจ หรืออาจจะรู้สึกกังวลขึ้นมา

    เหมือนกับเวลาเราทำงาน ถ้าเจองานใหญ่งานยาก หากมองไปตลอดสาย แล้วเห็นว่าจะต้องเจออะไรบ้าง บางทีก็รู้สึกท้อ เพราะว่างานที่ใหญ่และยาก กว่าจะขับเคลื่อนไปทีละนิดทีละหน่อย ไม่ใช่ง่ายเลย หลายคนก็เลยท้อ บางทีอาจจะเลิกไปเลย แต่ถ้าเราซอยให้มันสั้นลง ไม่ว่างานนั้นจะใช้เวลากี่ปีหรือกี่เดือนก็แล้วแต่ เราซอยให้เหลือเพียงแค่ว่า วันนี้เราจะทำให้ดีที่สุด พอเราลงมือทำ ก็อาจจะต้องซอยให้สั้นลงกว่านี้อีก ก็คือทำชั่วโมงนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้จะรู้สึกง่ายขึ้น ทีนี้ก็พยายามทำให้ได้อย่างที่เราตั้งใจ

    การที่เราซอยงานใหญ่งานยากให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ใจกับแต่ละชิ้นแต่ละส่วนนั้น จะทำให้เรามีกำลังใจทำงานอย่างต่อเนื่อง จำได้ไหมที่อาตมาเล่าถึงนักไต่เขาวิบาก เขาผ่านประสบการณ์มาเยอะ แต่ก็ยอมรับว่าเวลามองไปที่ยอดเขาจากที่ไกลๆ จะรู้สึกท้อ เพราะมันทั้งสูงทั้งชัน แต่เขาพบว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ ใส่ใจกับพื้นดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า แล้วเดินแต่ละก้าวๆ ให้ดี ในที่สุดก็จะถึงยอดเขาเอง งานยากกลายเป็นเรื่องง่ายเมื่อเราใส่ใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเรา มีงานเยอะแค่ไหนก็ตาม ถ้าเราจดจ่อใส่ใจกับงานแต่ละอย่างๆ ให้ดี ในที่สุดก็จะเสร็จเอง เวลาทำงานหนึ่งก็อย่าเพิ่งไปสนใจงานอีก๑๐ อย่างที่รอเราอยู่ คนส่วนใหญ่เวลาทำงานชิ้นหนึ่งใจก็ไปนึกถึงอีก ๙ ชิ้นที่เหลือ เลยรู้สึกท้อ สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะความท้อมันทำให้หมดเรี่ยวหมดแรงเสียก่อน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว คนเราทำอะไรได้เพียงแค่ทีละอย่างเท่านั้น

    สมมุติว่าชาวป่าจะกินช้างสักตัวหนึ่ง แม้หิวแค่ไหน เขาก็กินได้แค่ทีละคำเท่านั้นใช่ไหม หรือขนมเค้ก พิซซ่า ทั้งๆ ที่เป็นของชอบ แต่เราสามารถกินมันทั้งแผ่นได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม เราต้องตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ แต่ละชิ้นเราก็ยังไม่สามารถจะเอาใส่ปากได้ เราต้องตัดให้เล็กลงไปกว่านั้น หรือใช้ช้อนตักทีละคำๆ แม้แต่สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่น่าเพลิดเพลิน เราก็ต้องเสพทีละนิดๆ แต่ทำไมเวลาเราเจองานหรือเจออุปสรรคซึ่งเราไม่ชอบ ทำไม่ใช้วิธีนั้นในการจัดการกับมันบ้าง เรามักจะแบกมันเอาไว้ทั้งหมด แบกมันเอาไว้ที่ใจ กี่เรื่องๆ ก็แบกมันเอาไว้หมด ราวกับว่าเราสามารถจะจัดการมันได้ทีเดียวพร้อมกันซึ่งเป็นไปไม่ได้

    เราทำได้แค่ทีละเรื่อง และแต่ละเรื่องเราก็ทำได้แค่ทีละเสี้ยวทีละส่วนเท่านั้นเอง การเดินก็เหมือนกัน ทางจะไกลกี่ร้อยกี่พันกิโลเมตร เราก็เดินได้แค่ทีละก้าว อย่างมากเราก็ควรจะใส่ใจแค่ว่า เดินวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ว่าวันนี้มีหลายชั่วโมง เราก็ต้องซอยเป็นชั่วโมง ฉันใดก็ฉันนั้นถ้ามันเป็นเส้นทางที่กันดาร เป็นเส้นทางที่วิบาก เดินแต่ละก้าวๆ หรือแต่ละเมตรๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอเรานึกถึงเส้นทางตลอดวันหรือเส้นทางตลอดสายก็รู้สึกท้อขึ้นมาทันที ว่าเราจะทำได้ไหมหนอ หลายคนรู้สึกท้อจนเลิกไปเสียก่อน

    เวลาเราเจอเส้นทางที่แม้จะไม่วิบากเท่าไหร่ แต่ว่าไกลและใช้เวลาเดินหลายชั่วโมง เราก็ต้องวางใจให้เป็น ถ้าเราวางใจเป็น ความยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ขอให้เราสนใจกับแต่ละก้าวๆ ถามตัวเองว่า ก้าวต่อไปไหวไหม แม้ว่าจะเหนื่อยจะปวดเมื่อยทุกย่างก้าว แต่เราอย่าไปมองไกล ดูแลแต่ละก้าวให้ดี ประเดี๋ยวก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง

    พวกเราที่เป็นนักเรียนนักศึกษามีการบ้าน มีรายงานที่ต้องทำมากมาย พอนึกถึงหลายงานหลายชิ้นที่ต้องทำก็หมดแรงเสียแล้ว ใจมันฝ่อเสียก่อน แต่ถ้าเราวางแผนงานให้ดีว่า มีงานอยู่ ๑๐ ชิ้น ชิ้นนี้เราจะทำช่วงไหนถึงช่วงไหน เช่นชิ้นนี้ทำวันจันทร์ ชิ้นต่อไปทำวันอังคาร ชิ้นต่อไปทำวันพุธ แล้วเราก็ทำงานแต่ละวันๆ ให้ดี ถึงวันจันทร์เราก็จดจ่อกับงานชิ้นที่เราต้องทำในวันจันทร์ ส่วนงานอื่นเก็บไว้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ หรือของวันมะรืนนี้ อย่าไปนึกให้รกหัว จะทำให้รู้สึกหนักอกหนักใจ แต่ถ้าเราไม่มีสติ พอทำงานวันจันทร์ก็เผลอไปคิดถึงงานวันวันอังคาร แล้วก็เผลอไปคิดถึงงานวันพุธ งานวันจันทร์ยังทำได้ไม่เท่าไหร่ พอไปนึกถึงวันอังคารวันพุธก็หมดแรงเสียก่อน
    ที่พูดมาไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องวางแผน เมื่อเราวางแผนว่าจะทำอะไร เราก็ต้องซอยย่อย อย่างเช่นเราต้องเดิน ๙๐ กิโลเมตร ก็มีการซอยว่าวันแรกเราเดินกี่กิโลเมตร ตอนเช้าเดิน ๖ ตอนบ่ายเดิน ๘ วันที่ ๒ เราเดิน ๑๐ กิโลเมตร ตอนเช้าเดิน ๔ ตอนบ่ายเดิน ๖ แต่เมื่อเราวางแผนเรียบร้อยแล้ว เวลาเราเริ่มเดินตอนเช้า ก็ไม่ต้องสนใจตอนบ่ายแล้ว ไม่เช่นนั้นเวลาเดินแค่ชั่วโมงเดียวก็จะเหนื่อยแล้ว ไม่ใช่เหนื่อยกาย แต่เหนื่อยใจมากกว่า

    เมื่อเดินทางไกล ถ้าใจอยู่กับปัจจุบันแล้วมันก็ง่าย เหมือนกับปกหนังสือของบ้านอารีย์ที่เอามาแจกวันนี้ หน้าปกเป็นภาพขบวนธรรมยาตรา มีข้อความว่า “เดินทางไกล ใจปัจจุบัน” ไกลแค่ไหน ถ้าใจอยู่กับปัจจุบัน มันก็ถึงเอง ขอฝากไว้สำหรับการเดินพรุ่งนี้


     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)
    อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึง คือเส้นทางที่เราเดินมาถึงที่นี่ ถ้าจะว่าไปแล้วตั้งแต่ตัวเมืองชัยภูมิมาเลย สมัยก่อนเป็นเส้นทางชักลากไม้ พวกเราถ้าฟังคำให้สัมภาษณ์ของหลวงพ่อคำเขียนจากรถกระจายเสียง จะได้ยินท่านเล่าตอนหนึ่งว่า ตอนตั้งวัดป่าสุคะโตใหม่ ๆ เมื่อหลวงงพ่อบุญธรรม ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของหลวงพ่อคำเขียน มาอยู่ได้สักสองปี ก็มีบริษัททำไม้ขึ้นมาบนหลังเขา แล้วก็ตัดไม้แม้กระทั่งในวัดซึ่งตอนนั้นเป็นแค่ที่พักสงฆ์ เขาได้สัมปทานทั้งเขาเลย ตัดไม้เสร็จก็ชักลากหรือขนส่งกันตามเส้นทางที่เราเดินมา เมื่อพวกเราขึ้นมาบนนี้แล้วเห็นไร่เห็นเขาหัวโล้นเหล่านี้ ก็ให้ทราบว่าก่อนหน้าที่ชาวบ้านเขาจะขึ้นมาทำไร่ เริ่มจากไร่เดือย ไร่ปอ แล้วกลายเป็นไร่มันสำปะหลัง ป่าถูกตัดไปแล้วโดยบริษัททำไม้ เพราะว่าสมัยก่อนเมืองไทยเรามีสินค้าออกอย่างหนึ่งที่ขึ้นหน้าขึ้นตา ทำรายได้ให้มาก นอกจากข้าวแล้วก็คือไม้นั่นเอง เหมือนกับพม่าในปัจจุบันที่ส่งออกไม้ แต่ของเราก้าวล้ำหน้าไปนานแล้ว เมื่อ ๔๐ ปีก่อน นอกจากข้าวแล้วก็มีไม้ ดีบุก และยางพาราเป็นสินค้าออกที่สำคัญ


    บ้านเมืองเราสมัยก่อนไม่มีสินค้าส่งออกที่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เงินตราต่างประเทศได้มาจากการขายหรือส่งออกสินค้าเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นการให้สัมปทานป่าไม้ทั้งภูเขาจึงเป็นเรื่องธรรมดามากเมื่อ ๔๐ ปีก่อน เพิ่งเลิกสัมปทานไม้ไปเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนี้เอง หลังจากเกิดปัญหาพายุเกย์ถล่มจนดินโคลนถล่มทับที่นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะแถวบ้านคีรีวงศ์ หลังจากนั้นรัฐบาลจึงยยุติการให้สัมปทานไม้

    นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของภาคอีสานที่เราควรจะทราบ เพราะเวลาเราเห็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย เรามักคิดว่าเป็นเพราะชาวบ้านมาทำไร่ มาถางป่า ซึ่งก็จริงแต่ไม่จริงทั้งหมด เพราะว่าถ้าไม่มีการทำไม้ ไม่มีเส้นทางชักลากไม้ ชาวบ้านก็คงจะขึ้นมาหักร้างถางป่ายากมาก เพราะว่าชาวบ้านไม่มีกำลังที่จะตัดไม้ใหญ่ๆ จะเผาก็เผาไม่ได้เพราะอากาศในป่าชื้นมาก แถมยังมีไข้ป่า ชาวบ้านไม่สามารถขึ้นมาได้โดยลำพังถ้าไม่มีบริษัททำไม้เบิกทางไว้ก่อน

    ทั้ง ๆ ที่ถูกบริษัททำไม้ตัดไปรอบหนึ่งแล้ว ป่าบนหลังเขาก็ยังมีต้นไม้ใหญ่อีกมากมาย เพราะว่าเขาไม่ได้ตัดต้นไม้ทั้งหมด เขาต้องเลือกตัด เพราะไม้ต้นใหญ่มีเป็นจำนวนมาก แล้วก็ต้องรีบตัดเพื่อให้ทันกำหนดสัมปทาน หลวงพ่อคำเขียนเล่าว่าชาวบ้านขึ้นมาตามทางชักลากไม้แล้วตั้งหมู่บ้าน ถ้าเป็นที่ท่ามะไฟหวานก็ประมาณปี ๑๗ ส่วนหมู่บ้านอื่นที่ตั้งก่อนหน้านั้นก็มีอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ที่มาอยู่ท่ามะไฟหวานเป็นพวกหนีคดีหนีตำรวจ คนทั่วไปจะไม่ขึ้นมาจนกระทั่งเมื่อมีการทำไม้และมีการชักลากไม้ เส้นทางที่ถูกเปิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านอพยพกันมามากขึ้น บ้างก็มาเป็นแรงงานตัดไม้ บ้างก็ขึ้นมาหาที่ทำกิน

    หลวงพ่อคำเขียนเล่าว่าเมื่อมีการทำไม้ไปชั้นหนึ่งเรียบร้อยไปแล้ว ปรากฏว่ายังมีไม้ต้นใหญ่ๆ อีกมาก แล้วชาวบ้านหักร้างถางป่ากันอย่างไร หลวงพ่อเล่าว่า เขาจะเลือกตัดโดยเลื่อยต้นไม้ต้นใหญ่ๆ สูงๆ แต่ว่าไม่ตัดให้ขาด เลื่อยเกือบจะขาด ทำอย่างนี้เป็นสิบเป็นร้อยต้น ขึ้นอยู่กับว่าต้องการพื้นที่มากน้อยแค่ไหน เสร็จแล้วเขาก็จะเลือกต้นไม้ต้นที่ใหญ่หรือสูงที่สุด แล้วเลื่อยให้ขาด เพื่ออะไร เพื่อให้มันโค่นลงมาฟาดทับต้นอื่น ๆ ทำให้ต้นไม้ถูกโค่นเป็นลูกระนาดเหมือนโดมิโน ลองนึกภาพโดมิโนนะ พอหนึ่งโค่นสอง สองโค่นสาม สามโค่นสี่ สี่โค่นห้า หลวงพ่อเล่าว่าเสียงไม้ฟาดและล้มดังเป็นชั่วโมงเลย เสร็จแล้วชาวบ้านก็ต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อน ไม่ได้เผา เผาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะว่าไม้มันยังสด อีกอย่างช่วงนั้นเป็นฤดูฝน เพราะฉะนั้นเวลาชาวบ้านทำไร่ เขาก็จะหย่อนข้าวโพด ตามช่องว่างระหว่างขอนหรือซุงที่ล้มระเนนระนาด เท้าของชาวบ้านแทบไม่ได้แตะพื้นดินเลยนะ เพราะเหยียบอยู่บนขอนไม้ ไม้ ลองคิดดูสิว่าไม้เหล่านั้นระเนนระนาดราวกับทะเลซุงเลย ถ้าเทียบเป็นเงิน คงมโหฬารมหาศาล ขนาดผ่านการทำไม้มารอบหนึ่งแล้วนะ ไม้ยังเยอะขนาดนั้น

    มองในแง่เศรษฐกิจก็ถือว่าไม่คุ้ม เพราะโค่นต้นไม้เป็นพันเป็นหมื่นต้นเพื่อที่จะปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งกิโลละ ๕๐ สตางค์ ลองคำนวณดูว่าไม้เหล่านั้นราคาเท่าไหร่ มีทั้งมะค่า ตะเคียน ยาง ราคาแพงทั้งนั้น แต่ชาวบ้านไม่มีกำลังที่จะเอาไม้มาใช้ประโยชน์ พอถึงหน้าแล้ง หลังจากเก็บข้าวโพด ขุดหัวมันเสร็จแล้ว เขาก็จะเผาขอนไม้ที่กองระเกะระกะจนหมด นับว่าเผาเงินโดยแท้ สมัยนี้ต้นหนึ่งราคาไม่รู้เท่าไหร่ เขาเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพดหรือมันในปีต่อไป

    ถ้าถามว่าทำไมชาวบ้านถึงขึ้นมา คำตอบก็คือ เพราะชาวบ้านไม่มีที่ทำกิน ชาวบ้านทำนาแล้วก็ขาดทุน เพราะว่าต้นทุนสูงแต่ว่าข้าวถูกกดราคา จึงเป็นหนี้เป็นสินกันมาก พอเป็นหนี้เป็นสินทำอย่างไร ก็ขายที่ แล้วก็มาเสาะหาอนาคตบนหลังเขา เป็นอย่างนี้ทั้งภาคอีสาน คงรวมถึงภาคเหนือด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังเพื่อส่งออก ในเวลาเพียงไม่กี่ปี มันสำปะหลังสามารถทำรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับ ๒ รองจากข้าว อันนี้เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งออกมันสำปะหลัง ส่งขายญี่ปุ่น ส่งขายยุโรป

    กองทัพชาวบ้านที่ขึ้นมาหักร้างถางป่าบนเขา จะพูดว่าได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่เป็นเขตป่าสงวน แต่ถ้าจะเอาจริงเอาจังก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว จึงทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็น เพราะว่ารัฐบาลต้องการขยายพื้นที่ปลูกมัน ต้องการส่งออกมันเยอะ ๆ เพื่ออะไร เพื่อได้เงินตราต่างประเทศมาพัฒนากรุงเทพฯ สร้างถนน สร้างเขื่อน ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์กับคนในเมือง เขื่อนผลิตไฟฟ้า ชาวบ้านก็ไม่ได้ใช้หรอก ไฟถูกส่งเข้าเมือง เช่นเดียวกับรายได้จากการขายไม้ ก็ไม่ได้เอามาพัฒนาชนบท ส่วนใหญ่เอาไปพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาเมือง พวกเราที่อยู่ในเมืองเลยได้รับผลพวงจากการพัฒนาแบบนี้อย่างเต็มที่ ส่วนชาวบ้านก็จนลงๆ ที่ดินก็เสื่อมคุณภาพ ป่าก็ถูกทำลาย

    เรามาที่นี่ก็คงเห็นความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทมาก ที่นี่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นน้อยมาก ช้ามาก ชาวบ้านก็เป็นอย่างนี้แหละ เมืองไทยตอนนี้ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท หรือระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างเร็วมาก ระหว่างคนรวยสุดกับจนสุดก็ถ่างกว้างมาก ตอนนี้เมืองไทยติดอันดับประเทศที่มีช่องว่าง หรือความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงมาก น้องๆ บราซิล น้องๆ แอฟริกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้เราคงไม่รู้ว่า ระหว่างคนที่รวยสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก กับคนที่จนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์สุดท้าย สินทรัพย์ของคน ๒ กลุ่มนี้ห่างกันประมาณ ๗๐ เท่า คนที่อยู่ในวงการนี้จะรู้ว่า มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก

    ตอนนี้เราก็ได้มาเห็น มาศึกษาด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมป่าถูกทำลาย ชาวบ้านอยู่กับป่า แต่เมื่อป่าถูกแปรสภาพเป็นเงินเป็นทอง ทำไมชาวบ้านซึ่งอยู่กับป่าจึงไม่ได้เงยหน้าอ้าปากมากขึ้นเท่าไหร่ ถ้าจะตอบก็เพราะว่าผลพวงมันไปตกอยู่กับคนในเมือง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย เขามีการทำวิจัยแล้วพบว่า โดยภาพรวมแล้ว (ไม่ใช่เมืองไทยที่เดียวแต่ว่ารวมทั้งประเทศทั่วโลกด้วย) การจะทำให้คนจนได้เงินเพิ่มขึ้นมา ๑ บาท ต้องทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจโลก ๑๖๖บาท ส่วนใหญ่เงินที่เพิ่มขึ้นนั้นจะไปอยู่ในมือของคนรวย รองลงมาคือคนชั้นกลาง กว่าจะถึงมือคนจนก็เหลือเพียง ๑ บาทเท่านั้น ฉะนั้นเราพูดได้ว่า ถึงแม้คนจนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา แต่ก็เทียบไม่ได้กับคนรวยในเมืองที่รายได้เพิ่มขึ้นนับสิบเท่าตัว

    เรามาที่นี่ นอกจากมาดูและศึกษาเรื่องของธรรมชาติแล้ว อยากให้เข้าใจสภาพชนบทด้วย ถ้ามาเห็นอย่างนี้ก็จะเข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงสนับสนุนนักการเมืองคนละแบบกับคนในเมือง และทำไมถึงเกิดความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองเสื้อแดง ก็ขอให้มองและโยงกันให้ถูก สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาก็คือ เมื่อสิ่งแวดล้อมเลวลง ถูกแปรสภาพเป็นเงินแล้ว ชาวบ้านได้ผลประโยชน์น้อยมาก ทำไร่ไม่นานก็เป็นหนี้สิน จึงมีการหักล้างถางป่ากันต่อไป ดังนั้นการอนุรักษ์ธรรมชาติจึงต้องมองถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ด้วยเพราะมันเกี่ยวพันกันด้วย

    วันนี้พวกเราเหนื่อยกันมาก และเลิกกันช้า คืนนี้ยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่าง ก็ขอพูดเท่านี้พอให้เข้าใจว่าตอนนี้เรามาถึงไหนและอยู่ในสภาพอะไร จะได้เข้าใจถึงท้องถิ่นที่เรามาถึง
    :- https://www.visalo.org/article/dhammayatra5213.htm
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    แหวกกรอบผู้บริโภค
    พระไพศาล วิสาโล

    “มนุษย์เกิดมาเป็นเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขากลายเป็นผู้บริโภค”

    ข้อความข้างต้น รุสโซ ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศสไม่ได้กล่าวแต่หากเขาเกิดในยุคนี้ เขาอาจเริ่มต้นหนังสือ “สัญญาประชาคม” อันลือชื่อของเขาด้วยประโยคดังกล่าวก็ได้ เพราะสิ่งที่กำลังพันธนาการคนสมัยนี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็คือ การเป็นผู้บริโภคนั้นเอง

    เรามักเข้าใจว่า ยุคนี้เรามีเสรีที่จะบริโภคอะไรก็ได้ ระบบอุตสาหกรรมทำให้เรามีทางเลือกมากมาย จะใช้ยาสีฟันยี่ห้ออะไรแบบไหนก็มีทั้งนั้น จะไปไหนก็ไม่ติดขัดเพราะมีทั้งรถและเครื่องบิน เวลาเจ็บไข้ก็มียาสารพัดให้เลือก แต่จะว่าไป เสรีภาพที่เราคิดว่ามี ก็ล้วนถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่เขากำหนด “เขา”ในที่นี้ด้านหนึ่งก็คือผู้ผลิต ถ้าเราต้องการซื้อยาสีฟันเปลือกข่อย แต่ไม่มีใครทำขาย เสรีภาพในการบริโภคของเราเป็นโมฆะ แต่นอกจากผู้ผลิตแล้ว ก็ยังมีรัฐเข้ามากำหนดขอบเขตการบริโภคของเราอีกต่างหาก ถ้าเราเป็นชาวบ้านที่ไม่มีปัญญาซื้อรถอย่างอื่นนอกจากรถอีแต๋น เราจะมีสิทธิใช้ถนนในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ หรือไม่ ถ้าเราโชคร้ายเกิดเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ แต่ต้องการรักษาด้วยสมุนไพร จะมีหมอกี่คนที่กล้าแสดงตัว(แม้จะเชื่อว่าตนมียารักษา) ในเมื่อรัฐไม่รับรองการรักษาแบบนี้ และพร้อมจะใช้อำนาจจัดการกับหมอที่รักษานอกเหนือจากแบบแผนที่รัฐกำหนด

    ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินซึ่งเป็นตัวกำหนดสำคัญว่าเสรีภาพในการบริโภคของเรามีแค่ไหน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในที่นี้เอาเข้าจริงๆ เราต้องถามต่อไปอีกว่าแม้แต่ความเป็นผู้บริโภค เราเองมีสิทธิเลือกแค่ไหน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากเราจะมีเสรีภาพในการบริโภคอย่างจำกัดแล้ว เรามีเสรีภาพแค่ไหนในการที่จะไม่เป็นผู้บริโภค

    คำว่าผู้บริโภคในที่นี้มิได้หมายถึงผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยการบริโภค ถ้าผู้บริโภคมีความหมายกว้างขวางอย่างนั้น ก็คงไม่มีอะไรจะต้องพูดกันมาก เพราะไม่มีใครที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่บริโภค หากแต่ในที่นี้เจาะจงหมายถึงผู้ที่ดำรงชีวิตโดยอาศัยปัจจัยที่ตนมิได้ผลิต ผู้บริโภคในความหมายนี้เพิ่งแพร่หลายในเมืองไทยได้ไม่ถึงร้อยปีนี้เอง ด้วยว่าแต่ไหนแต่ไรมาการผลิตและการบริโภคมิได้แยกจากกัน เมื่อต้องการข้าวก็ปลูกกิน ต้องการผ้าก็ทอเอา อยากกินปลาก็ไปตกเอง ถ้างานใหญ่เกินตัว เช่นสร้างบ้าน ก็ไปไหว้วานเพื่อนๆ กันมาช่วย แต่ก็ไม่ถึงกับจ้าง ไม่มีใครที่จะเรียกได้ว่าเป็นผู้บริโภคหรือมีชีวิตอยู่ด้วยการซื้อการจ้างอย่างที่เห็นเป็นปกติในปัจจุบัน

    ผู้บริโภคในความหมายนี้แหละที่เราแทบจะไม่มีสิทธิเลือก ทันทีที่เราเกิดมาเราก็ถูกสังคมกำหนดให้เป็นผู้บริโภค ถึงแม้เราจะโตพ้นอกพ่อแม่ เราก็ยังไม่เป็นอิสระ เพราะต้องพึ่งตลาด อยากได้อะไรก็ต้องซื้อเอาหรือจ้างเขาท่าเดียว ทำเองไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะไม่มีความสามารถเท่านั้น หากยังเพราะถูกกีดกันไม่ให้ช่วยตัวเองด้วย หากเราล้มเจ็บ ก็จะถูกเคี่ยวเข็ญให้ไปหาหมอ รัฐเองก็ไม่สนับสนุนให้รักษาตัวเอง และถ้าขืนรักษากันเองก็เป็นต้องเกิดเรื่อง เพราะอำนาจรักษาการถูกผูกขาดไว้กับหมอแล้ว เวลาเรามีคดีความ เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจ้างทนาย เพราะไม่มีสิทธิว่าความให้กับตนเองเป็นอันขาด กระทั้งการให้การศึกษาแก่ตนเอง เราก็ไม่มีเสรีภาพที่จะทำได้(แม้แต่พ่อแม่หรือใครก็ตามทำให้ไม่ได้ด้วย) เพราะรัฐบังคับไว้เลยว่าต้องเข้ารับการศึกษาในระบบที่รัฐควบคุมจนกว่าจะพ้นวัยที่รัฐกำหนด(ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “การศึกษาภาคบังคับ”)

    การที่เราทุกคนกลายเป็นผู้บริโภคที่ช่วยตนเองแทบไม่ได้นั้น เป็นความจงใจของรัฐและตลาดเพราะเชื่อกันว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวถ้าคนบริโภคมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นการบริโภคด้วยการจับจ่ายใช้สอยในตลาด เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นการผลิต ส่งเสริมให้มีการจ้างงาน ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มพูนขึ้น แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบนี้จึงไม่สนับสนุนให้คนปลูกข้าวปลูกผักกินเอง ผลิตของไว้ใช้เองหรือรักษาตนเอง วิธีที่เขาสนับสนุนก็คือ ให้ไปซื้อบริการในศูนย์สุขภาพแทนที่จะวิ่งจ๊อกกิ้งหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เพราะอย่างหลังนั้นไม่ได้กระตุ้นการผลิต

    ในทำนองเดียวกัน การช่วยเหลือกันก็ไม่ใช่สิ่งที่เศรษฐกิจระบบตลาดต้องการเพราะไม่ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าคุณกับเพื่อนเป็นช่างไม้ทั้งคู่ และต่างก็ต้องการเก้าอี้ไว้ใช้ จะเป็นการดีกว่า หากคุณกับเพื่อนผลัดกันจ้างซึ่งกันและกันทำเก้าแทนที่จะช่วยกันทำหรือต่างคนต่างทำ เพราะการจ้างกันนั้นทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มมากขึ้น และหากคุณต้องการผ่อนคลาย แทนที่จะฮัมเพลงในใจ จะเป็นการดีกว่าหากคุณซื้อเทปเพลงมาฟัง หรือแทนที่จะผลัดกันร้องเพลงในหมู่มิตรสหาย เป็นการโก้กว่าหากไปฟังนักร้องที่ผับหรือคาเฟ่ เพราะในยุคบริโภคนิยมนี้ ถือกันว่าการซื้อหรือการจับจ่ายใช้สอยเป็นความทันสมัย ส่วนการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองหรือทำกันเองนั้นถือว่าเชย

    ทุกวันนี้ ทุกอย่างจึงต้องซื้อหากัน ไม่แต่อาหารหรือปัจจัยสี่เท่านั้น หากยังรวมถึงการศึกษา สุขภาพ ความปลอดภัย ความบันเทิง และความสะดวกสบาย เราถูกพร่ำสอนและกล่อมเกลาว่าของซื้อนั้นดีกว่าของหา จ้างเขาดีกว่าทำเอง ที่สำคัญคือปลอดภัยกว่าด้วย แต่ถึงตอนนี้ จำเป็นต้องถามกันได้แล้วว่า ของซื้อของจ้างนั้นดีกว่าปลอดภัยกว่าจริงหรือ เวลานี้มีใครบ้างที่จะยืนยันได้ว่า พืชผักผลไม้และเนื้อที่ซื้อมากินแต่ละวันนั้นไม่มีสารพิษ แม้แต่ในอาหารหีบห่อสวยหรูจากโรงงานก็มีสิทธิปนเปื้อนด้วยสารอันตรายนานาชนิด ไปหาหมอทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยกว่าการรักษาตนเอง เพราะ “โรคหมอทำ” นับวันจะมากขึ้นๆ ส่วนในโรงเรียนก็ไม่แน่นักว่าให้การศึกษาได้ดีกว่าพ่อแม่หรือชุมชน

    คุณภาพและปริมาณมักไม่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะในยุคบริโภคนั้น ผู้ผลิตมีน้อยกว่าผู้บริโภคมากอย่างเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นหน่วยผลิตแต่ละหน่วยจึงจำต้องผลิตทีละมากๆ แม้แต่สินค้าประเภทบริการก็ต้องผลิตแบบอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอะไรที่เร่งผลผลิตได้ก็ดึงเอามาใช้โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพมากนัก ด้วยเหตุนั้นจึงมักปรากฏว่าของที่ซื้อหรือจ่ายด้วยเงินนั้นกลับมาเป็นโทษยิ่งกว่าจะเป็นคุณ
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)
    เราจะไปพ้นจากสภาพดังกล่าวได้อย่างไร ?

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บริโภคจะต้องรู้จักปกป้องตนเองให้มากขึ้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูล เพื่อรู้จักสินค้าและบริการที่เราบริโภคให้ดีขึ้น ว่ามีคุณภาพเพียงใด คุ้มค่ากับราคาที่เสียไปหรือไม่ แต่อันตรายและความไม่ชอบมาพากลบางทีก็มิได้แฝงมากับสิ่งที่เราบริโภค หากแต่ไปก่อปัญหาให้แก่สภาพแวดล้อมเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ซึ่งในที่สุดก็อาจมีผลย้อนกลับมาหาเรา ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราพึงตระหนักด้วยเพื่อประโยชน์ของเราและสังคมของเรา และถ้าจะให้มีผลจริงจัง ก็จำต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหรือองค์กร เพื่อนำข้อมูลไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น จะผลักดันต่อผู้ผลิตหรือรัฐบาลก็แล้วแต่ประเด็น

    ข้างต้นคือพลังอำนาจและความรับผิดชอบของเราในฐานะผู้บริโภค แต่ถ้าเราจำกัดบทบาทของเราเพียงแค่ผู้บริโภคเท่านั้น ก็ไม่แน่นักว่าเราจะสามารถหลีกหนีสินค้าและบริการอันเป็นพิษเป็นภัยได้หรือไม่ เพราะถึงอย่างไร เราก็ยังต้องพึ่งพิงตลาดและผู้ผลิตอยู่นั่นเอง ดังนั้นลำพังการเป็นผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกและมีการรวมตัวกันอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว ชีวิตที่ดีมีคุณภาพจะบังเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถพัฒนาตนจนอยู่เหนือการเป็นผู้บริโภค นั่นก็คือไม่ได้พึ่งพิงแต่สินค้าในตลาดเท่านั้น หากยังสามารถผลิตสิ่งจำเป็นแกชีวิตได้ด้วย

    การเป็นอิสระจากความเป็นผู้บริโภคนี้ ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตหลังขดหลังแข็งในหมู่บ้าน แต่เป็นการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตและอิสรภาพให้แก่ตนเอง แม้จะอยู่ในเมือง หากอาหารในท้องตลาดเต็มไปด้วยสารพิษ แทนที่จะกล้ำกลืนฝืนทนกิน หรือคอยชะเง้อหาร้านพืชผักปลอดสารพิษแต่อย่างเดียว การปลูกพืชผักไว้กินเองย่อมช่วยให้ชีวิตเรามีทางเลือกมากขึ้นมิใช่หรือ แทนที่จะคอย “ซื้อ” สุขภาพจากหมอหรือสถานบริการเยี่ยงผู้บริโภคทั่วไป การหันมา “สร้าง” สุขภาพให้แก่ตนเองด้วยการดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะเช่นกินอาหารอย่างได้สัดส่วน หมั่นออกกำลังกาย ย่อมเป็นหลักประกันว่าชีวิตจะมีสุขภาพและคุณภาพดีขึ้น ความรู้หรือการศึกษาก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้อง “ซื้อ” จากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ได้ หากรู้จัก “ผลิต” ให้แก่ตนเองหรือลูกหลานของตน

    นี้เป็นทางเลือกอันสำคัญประการหนึ่งสำหรับเราในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยของกึ่งดิบกึ่งดีและเป็นภัยต่อชีวิต ในหลายประเทศแม้ผู้บริโภคจะเข้มแข็ง แต่ทางเลือกนี้ก็ยังจำเป็นและแพร่หลายยิ่งขึ้นทุกที ในสหรัฐอเมริกาผู้คนนับสิบๆ ล้านปลูกพืชผักไว้กินเองไม่ในสวนหลังบ้านก็ในที่ของชุมชน การรักษาตนเอง ได้รับความนิยมจนกระทั่งอุปกรณ์นานาชนิดที่เคยจำกัดเฉพาะวงการแพทย์ปัจจุบันปัจจุบันมีขายทั่วไป ส่วนครอบครัวที่นิยมสอนลูกหลานที่บ้านโดยไม่พาเข้าโรงเรียนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนบางรัฐยกเลิกกฎหมายบังคับเด็กเข้าโรงเรียนแล้ว

    แน่นอนว่าทุกวันนี้เราแต่ละคนมีเงื่อนไขจำกัด จึงไม่สามารถจะผลิตของไว้กินไว้ใช้เองได้มากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ของที่เหลือนอกนั้น เราไม่มีวิธีนอกจากพึ่งตลาด ถ้าเราไม่ต้องการเป็นแค่ผู้บริโภค เราก็มีทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากการพึ่งตนเอง นั่นก็คือการแลกเปลี่ยนสิ่งของและบริการโดยไม่ต้องผ่านตลาด ตลาดทำให้เราต้องพึ่งเงิน และเงินก็ทำให้เราคบกันอย่างฉาบฉวยเพียงเฉพาะแง่เฉพาะด้าน เราสนใจแม่ค้าตามท้องถนนเพียงแค่ว่าสินค้าของเธอนั้นคุ้มค่ากับเงินของเราที่จะเสียไปหรือไม่ ส่วนช่างปูนก็มาต่อเติมบ้านให้เราตามราคาที่ตกลงกัน เสร็จแล้วก็เลิกกัน ในทางตรงกันข้าม การเอาฝีมือและแรงงานมาแลกเปลี่ยนกันโดยไม่ได้เอาเงินหรือราคาในท้องตลาดเป็นเกณฑ์วัด ย่อมเอื้อต่อความสัมพันธ์ฉันเพื่อนมนุษย์ เมื่อหมอยินดีรักษาโรคให้ โดนอีกฝ่ายหนึ่งขอซ่อมบ้านให้เป็นการแลกเปลี่ยนหรือตอบแทนกัน ความสัมพันธ์ที่มากกว่าการซื้อการขายก็เกิดขึ้น ไม่จำต้องพูดถึงคุณภาพของบริการที่ให้ต่อกัน ซึ่งย่อมจะวางใจได้มากกว่าของที่ต่อรองกันด้วยเงิน

    ในสหรัฐอเมริกาการแลกเปลี่ยนบริการในลักษณะดังกล่าว ได้พัฒนาจนกลายเป็นเครือข่ายนานาชนิด ในรัฐนิวเจอร์ซี ผู้คนร่วม ๒๕๐,๐๐๐ คน เป็นสมาชิกเครือข่ายแลกเปลี่ยนดังกล่าวซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๐๐ แห่ง บางเครือข่ายขยายตัวจนครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีสำนักงานเครือข่ายกระจายเกือบร้อยจุด เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคนที่มีความต้องการแรงงานและทักษะต่างๆ กัน เพราะครั้งครูก็ต้องการช่างทาสี แต่ช่างทาสีไม่มีลูกที่จะให้ครูไปสอนหากแต่อยากได้หมอ ส่วนหมอก็กำลังมีปัญหาท่อประปาแตก จนความต้องการของทุกคนได้รับการตอบสนอง บางเครือข่ายก็จำกัดอยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่บางสาขาก็เปิดสาขาในหลายประเทศ โดยบริการที่รับแลกเปลี่ยนมีตั้งแต่ฝังเข็ม ทาสีบ้าน สอนภาษาฝรั่งเศส ให้เช่าห้องพัก ตัดผม ซ่อมรถ ทำฟัน เชื่อมโลหะ ฯลฯ

    ทุกวันนี้เงินถูกตีค่าจนมีความหมายมากกว่าคุณภาพชีวิต การที่เราจำกัดตัวเพียงแค่เป็นผู้บริโภคยิ่งทำให้เงินมีความสำคัญมากขึ้นจนชีวิตเราขาดเงินไม่ได้ แต่ในที่สุดแล้ว เงินก็ช่วยอะไรเราไม่ได้มากนัก เพราะสุขภาพและความปลอดภัย ตลอดจนคุณภาพชีวิตนั้น เอาเข้าจริงๆ ก็หาซื้อได้ยากเต็มทีเพราะในตลาดมีของไร้คุณภาพเต็มไปหมด แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะไร้ทางเลือก ทางเลือกนั้นมีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นเราต้องเลือกที่จะไม่ก้าวตามที่ตลาดและผู้ผลิตกำหนดให้เราเดินทุกฝีก้าว หากแต่กล้าที่จะออกจากกรอบผู้บริโภค เมื่อนั้นทางเลือกเพื่อความไพบูลย์งอกงามของชีวิตก็จะปรากฏขึ้นพร้อมกับความเสรีภาพที่วัฒนธรรมบริโภคนิยมไม่รู้จัก
    :- https://www.visalo.org/article/chaladsue_3.htm
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    เดินกลางแดด
    พระไพศาล วิสาโล


    “งานประจำปี”ที่ข้าพเจ้าพลาดไม่ได้ตลอด ๘ ปีที่ผ่านมาก็คือ การร่วมเดิน “ธรรมยาตรา” ไปตามลุ่มน้ำลำปะทาวซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดชัยภูมิ ตลอด ๘ วัน ๗ คืนผู้คนกว่าร้อยชีวิต ไม่ว่าพระ แม่ชี ฆราวาส ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ร่วมกันเดินเท้าและค้างแรมตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อ “บอกบุญ”กับชาวบ้าน เป็นบุญที่ไม่ต้องใช้เงินเลยแต่มีความหมายมาก นั่นคือการร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งกำลังถูกทำลายอย่างรวดเร็ว จนใกล้วิกฤตแล้ว
    งานนี้นอกจากเป็นการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์เพื่อตอบแทนคุณธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาชีวิตด้านใน ส่วนหนึ่งด้วยการหันมากินอยู่อย่างเรียบง่าย แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการฝึกสติรักษาใจท่ามกลางความยากลำบาก

    ความยากลำบากในระหว่างธรรมยาตรานั้นมีมากมาย แต่ที่ทุกคนซาบซึ้งกันดีก็คือ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและความร้อน แม้ว่าวันหนึ่ง ๆ เดินไม่ถึง ๑๐ กม. แต่สำหรับหลายคนนั่นเป็นระยะทางที่ยาวไกลทีเดียวเมื่อต้องเดินเท้าท่ามกลางแดดที่แผดเผา

    สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการเดินทางไกลด้วยเท้าก็คือ การน้อมใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ห่วงพะวงหรือสนใจจุดหมายปลายทางข้างหน้า เพราะหากใจชะเง้อมองจุดหมายเมื่อใด ก็จะเป็นทุกข์ได้ง่าย ยิ่งนึกบ่นในใจว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งทุกข์ และทำให้เหนื่อยล้ามากขึ้น ในทางตรงข้ามหากใจอยู่กับแต่ละก้าวที่เดิน มีความรู้สึกตัวกับทุกขณะ จะไม่เหนื่อยกับการเดินเท่าไรเลย

    แน่นอนว่าความเหน็ดเหนื่อยย่อมเกิดขึ้น แต่ถ้ามีสติ เห็นความเหน็ดเหนื่อยของกาย ใจก็ไม่เหนื่อยไปด้วย แต่ถ้าขาดสติเมื่อใด ใจก็เผลอพลัดเข้าไปในความเหนื่อย มีความรู้สึกว่า “ฉันเหนื่อย” ไม่ใช่แค่กายเหนื่อยเท่านั้น ถ้าเผลอแบบนี้บ่อย ๆ การเดินก็จะกลายเป็นความทุกข์ไปทันที

    แต่ความเหนื่อยเห็นจะสู้ความร้อนไม่ได้ แดดต้นฤดูหนาวนั้นแรงกล้าทีเดียวเพราะไร้เมฆ สิ่งที่ท้าทายผู้เดินทุกคนรวมทั้งข้าพเจ้าก็คือ ทำอย่างไรจึงจะเดินฝ่าความร้อนยามบ่ายไปได้ด้วยใจปกติ เคล็ดลับของการเดินไม่ให้ทุกข์ท่ามกลางแดดแผดเผาก็อยู่ที่สติอีกนั่นแหละ เพราะถ้ามีสติเห็นความร้อนของกาย ใจก็ไม่เผลอเข้าไปยึดเอาความร้อนของกายมาแผดเผาใจ

    คาถาของธรรมยาตราทุกครั้งคือ “กายร้อน แต่ใจไม่ร้อน” นี้เป็นวิธีฝึกสติชั้นดี เพราะถ้าขาดสติเมื่อไร แดดก็จะเผาใจให้เป็นทุกข์ทันที ยังไม่นับความเหนื่อยที่รุมเร้าจิต ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าเมื่อต้องเจอความทุกข์บีบคั้นชนิดที่เลี่ยงไม่ได้หนีไม่พ้น จิตจะขวนขวายหาทางสลัดความทุกข์ออกไปให้ได้ ถ้าจิตรู้ว่าสติช่วยให้อยู่เหนือทุกข์ได้ ก็จะรีบฉวยสติมารักษาใจทันที ธรรมยาตราจึงเป็นวิธีการฝึกสติที่ดีวิธีหนึ่ง

    ใครที่เดินติดต่อกันหลายปี ธรรมยาตราจะกลายเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าง่ายก็ไม่ใช่การฝึกจิตอีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องทำสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม เช่น เดินโดยไม่มีผ้าคลุมศีรษะ ต่อไปก็เดินโดยไม่ใส่รองเท้า วันแรก ๆอาจเป็นไข้ เท้าบวม แต่ถ้าใจไม่ทุกข์ไปกับมัน ร่างกายก็จะฟื้นตัวเร็วอย่างน่าแปลกใจ
    หลายคนรวมทั้งข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่ากายและใจมีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่ตนเองไม่คิดว่าจะทำได้ ข้าพเจ้ายังเรียนรู้อีกว่าศิลปะการเดินธรรมยาตรากับศิลปะการทำงานและดำเนินชีวิตไม่ได้แยกจากกันเลย ระยะทางไกลแค่ไหนก็ตาม หากเดินอย่างมีสติ อยู่กับปัจจุบัน ใจย่อมไม่ทุกข์ฉันใด งานแม้จะยากและใช้เวลายาวนานแค่ไหน หากทำโดยใจมีสติอยู่กับงานที่ทำ ไม่พะวงถึงเป้าหมายที่ยังอยู่อีกไกล ก็สามารถทำงานนั้นได้อย่างมีความสุข

    ในทำนองเดียวกันประสบการณ์ธรรมยาตราสอนเราว่า แม้อากาศจะร้อน แต่เราก็สามารถรักษาใจให้เย็นได้ เราไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปตามสภาพแวดล้อม ใช่หรือไม่ว่า นี้ก็คือศิลปะในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เพราะเราไม่สามารถควบคุมโลกให้เป็นไปดั่งใจได้ แต่อย่างน้อยเราก็สามารถรักษาใจไม่ให้ผันผวนแปรปรวนไปตามโลกได้

    เดินกลางแดดโดยใจไม่ร้อน กับ การดำเนินชีวิตในโลกที่รุ่มร้อนโดยใจไม่ทุกข์ มิใช่อะไรอื่น หากเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง
    :- https://www.visalo.org/article/Dhamayatra003.htm
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    เปลี่ยนศัตรูเป็นอาจารย์
    พระไพศาล วิสาโล
    ทุกเช้าหลังจากการออกกำลังกาย อาจารย์จะชวนผู้ปฏิบัติธรรมออกไปเดินจงกรมรอบที่พัก โดยให้มีสติอยู่กับการเดิน คือรู้กายเมื่อเคลื่อนไหว และรู้ใจหากเผลอคิดฟุ้งซ่าน อาจารย์จะให้สัญญาณหยุดเดินเป็นระยะ ๆ ระหว่างที่ยืนนิ่งก็ให้ผู้ปฏิบัติหันมารับรู้ลมหายใจเข้าและออก และรู้ทุกอาการที่เกิดกับใจ ส่วนอะไรที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ
    วันที่สองของการเดิน อาจารย์ชวนทุกคนถอดรองเท้า หลายคนรู้รสชาติของความเจ็บปวดเมื่อหินและกรวดน้อยใหญ่ทิ่มฝ่าเท้าเกือบตลอดทาง ยังไม่นับยุงที่รุมกัดทุกครั้งที่เดินผ่านสวน ตลอด ๔๕ นาทีของการเดินจงกรมจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ของผู้ปฏิบัติ

    แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ในวันต่อ ๆ มาที่มีฝนตกพรำ ๆ ตั้งแต่เช้ามืด ตามทางจะมีมดนับพัน ๆ เดินขวักไขว่เป็นแถวขวางทางเดินของผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าตั้งใจเดินเพียงใด ก็จะมีมดไต่ตอมขึ้นมาตามขาและกัดตามอำเภอใจ บางคนหนักกว่านั้นเพราะมีสัญญาณให้หยุดเดินขณะที่เดินเฉียดรังมดพอดี ดังนั้นเดิน ๆ ไปก็จะได้ยินเสียงคนกระทืบเท้าหลายครั้งติด ๆ กันเพื่อสะบัดมดให้หลุดจากขา หรือมีเสียงปัดมดตามขากางเกงดังถนัดถนี่ ยากที่จะรักษาความสงบสำรวมไปได้ตลอดทาง

    ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนขยาดการเดินจงกรมตอนเช้า อาจารย์จึงแนะนำให้ผู้ปฏิบัติสังเกตดูกายของตนว่ามีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อมดไต่ยุงตอม และให้ดูใจของตัวเองด้วย ว่ารู้สึกอย่างไร มีความกลัว ตื่นตระหนก โวยวาย ตีโพยตีพายอยู่ข้างในหรือไม่ โดยเฉพาะตอนที่ถูกกัด ใจมีอาการอย่างไร ดูเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับอาการเหล่านั้น อาจารย์ย้ำกับผู้ปฏิบัติว่า จริง ๆ แล้วกายของเราทนมดกัดได้ แต่ที่ทนไม่ได้คือใจต่างหาก และที่เจ็บปวดจนอยู่เฉยไม่ได้นั้น เป็นเพราะใจไม่มีสติ จึงเผลอไปทุกข์กับกาย หรือเอาความทุกข์ของกายมาเป็นความทุกข์ของใจไปด้วย

    ทุกข์กายนั้นแค่ ๑ ส่วน แต่อีก ๒-๓ ส่วนนั้นเป็นเพราะทุกข์ใจต่างหาก แต่ถ้ามีสติ เห็นอารมณ์ที่ปรุงแต่งใจ อารมณ์นั้นก็จะหลุดไปจากใจ ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ ความทุกข์จะเบาบางลง คงมีแต่ความเจ็บปวดที่กายเท่านั้น พูดอีกอย่างคือมีแต่ทุกขเวทนา(ทางกาย) แต่ไม่มีความทุกข์ทรมาน(ทางใจ) อาจารย์ยังแนะอีกว่าหากจะมีสติดูความเจ็บปวดเลยก็ได้ แต่ถ้าสติไม่ฉับไวพอก็จะเผลอพลัดเข้าไปจมอยู่กับความเจ็บปวดได้ง่าย กลายเป็นปวดมากขึ้น

    หลังจากเดินจงกรม(วิบาก)ไปได้ ๕ วัน ผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งได้ทดลองทำตามที่อาจารย์แนะนำ และได้เขียนเล่าประสบการณ์การปฏิบัติของตนไว้อย่างน่าสนใจ ว่า “เดินจงกรมตอนเช้า วางใจว่าจะดูความเจ็บ ได้หยุดบนรังมดสมใจ สภาวะเกิดดังนี้-มองเห็นว่ามดทั้งรังไต่ขึ้นมา-จิตกลัว-รู้ว่ากลัว-ความกลัวดับไป-จิตบอกว่าให้วางใจสบาย ๆ เป็นไงเป็นกัน”

    จากนั้นเธอก็มาดูความรู้สึกและอาการของกาย “รู้สึกถึงลักษณะความเจ็บ,แสบ,ร้อน,จี๊ด ๆ เหมือนโดนธูปจี้เป็นจุด ๆ บางจุดก็ตื้นลึกไม่เท่ากัน กว้างแคบ,เป็นระลอก รู้สึกกล้ามเนื้อเกร็ง,หัวใจเต้นแรงเร็วขึ้น-กัดฟันเม้มปาก,กะพริบตา,ยืนนิ่ง” ระหว่างนั้นเธอกลับมาดูจิต และพบว่า “เห็นใจกระสับกระส่าย-รู้-ดับ-นิ่ง สติเกิดความรู้สึกเมตตาสงสารมด เขาคงโกรธ เขาจึงกัดเอา
    ตอนนี้ใจสบายตั้งมั่น เรียกเขาว่าอาจารย์มด จะกัดก็กัดไป จะดูให้ชัด”

    แล้วเธอก็สรุปตอนท้ายว่า “การเห็นความเจ็บ,ลมหายใจ,จิตที่สงบนิ่ง แยกกันเป็นคนละส่วน ๆ เป็นเรื่อง ๆ แปลกดี”

    ผู้ปฏิบัติท่านนี้ได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า แม้กายปวด แต่ใจสบายและสงบนิ่งได้ เมื่อกายทุกข์ ไม่ได้หมายความว่าใจจะต้องทุกข์ตามไปด้วย คนส่วนใหญ่นั้นทันทีที่กายทุกข์ใจก็ทุกข์ไปด้วย อันที่จริงทั้ง ๆ ที่กายยังไม่ทุกข์เลย แต่ใจก็ทุกข์ไปก่อนแล้ว เช่น พอรู้ว่ามดไต่ขา ยังไม่ทันจะถูกกัด ใจก็กระสับกระส่าย ทุรนทุรายไปเสียแล้ว ความทุกข์ใจนี้เองที่ทำให้ความเจ็บปวดเวลาถูกมดกัดเพิ่มเป็นทวีตรีคูณ

    หลายคนเมื่อรู้ว่าความทุกข์ใจเป็นตัวปัญหา วิธีการที่นิยมทำคือพยายามกดข่มหรือขจัดมันให้หมดไป แต่ยิ่งทำเช่นนั้นมันก็ยิ่งผุดโผล่ ไม่ยอมหายไปง่าย ๆ ตรงข้ามกับผู้ปฏิบัติท่านนี้ ซึ่งไม่ได้ทำอะไรกับอารมณ์ดังกล่าว นอกจากรู้หรือดูมันเฉย ๆ แล้วเธอก็พบว่า “จิตกลัว-รู้ว่ากลัว-ความกลัวดับไป.....เห็นใจกระสับกระส่าย-รู้-ดับ-นิ่ง” รู้หรือดูในที่นี้หมายถึงมีสติ เมื่อมีสติ การปรุงแต่งก็ดับใจ ใจก็สงบ นิ่ง สบาย แม้ความปวดหรือทุกขเวทนายังอยู่ แต่ก็เป็นส่วนกาย ไม่กระเทือนไปถึงใจได้ เรียกว่าอยู่กับทุกขเวทนาได้โดยไม่ทุกข์

    ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ สิ่งที่ทุกคนพยายามทำคือหนีทุกข์ หรือไม่ก็ขจัดทุกข์ให้หมดไปถ้าน้ำท่วม ก็หนีไปอยู่ที่ดอน หรือไม่ก็ปั้นฝายสร้างเขื่อน ถ้าถูกคนกลั่นแกล้ง ก็พยายามอยู่ห่างเขาให้ไกลที่สุด หรือไม่ก็หาทางทำให้เขายุติพฤติกรรมดังกล่าว แต่มีทุกข์หลายอย่างที่เราหนีไม่พ้นและขจัดไม่ได้ (หรือขจัดออกไปไม่ได้ทันที) เช่น ตกงาน ล้มละลาย สูญเสียคนรัก รวมทั้งความ เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ซึ่งไม่มียารักษาหรือแม้แต่จะบรรเทาความเจ็บปวด

    ในสภาวะเช่นนี้เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะหนีทุกข์มาตลอด หรือไม่ก็คิดแต่จะจัดการกับสิ่งนอกตัว โดยไม่คิดที่จะจัดการกับตัวเองโดยเฉพาะการทำใจ เจ็บปวดก็กินยาระงับปวด แต่ถ้ายาหมดหรือไม่มียาใกล้ตัว ก็เหมือนตกนรก ใครที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าตีโพยตีพาย บ่นโวยวายมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น หากไม่มีวิธีอื่นจะบรรเทาทุกข์ได้ ก็คงไม่มีอะไรดีกว่าการทำใจยอมรับมัน

    คำถามคือจะทำใจยอมรับมันได้อย่างไร หลายคนนึกไปถึงการอดทน นั่นคือกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับมันให้ได้ บางคนนึกไปถึงการ “ก้มหน้ารับกรรม” ถือเสียว่าเป็นการใช้หนี้กรรมที่เคยทำไว้แต่ปางก่อน มีชาวพุทธเป็นอันมากที่คิดแบบนี้ เมื่อมีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เช่น เจ็บป่วยเป็นมะเร็ง หรือเงินหาย ก็ถือว่าเป็นการใช้กรรม โดยโยงไปถึง “เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งนับวันจะมีความหมายครอบจักรวาล คือเป็นสาเหตุของทุกเรื่องที่ไม่พึงประสงค์

    เชื่อแน่ว่าตอนที่เจ็บปวดเพราะถูกมดกัดขณะที่เดินจงกรม ผู้ปฏิบัติธรรมหลายคนพยายามทำใจแบบนี้ คือถือว่าเป็นการใช้กรรมที่เคยทำกับมดเหล่านี้ วิธีคิดแบบนี้นอกจากช่วยให้อดทนและยอมรับความเจ็บปวดได้แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อมดเหล่านี้ แทนที่จะเห็นเป็นศัตรูก็เห็นเป็นเจ้ากรรมนายเวรไปเสีย จึงช่วยลดความโกรธเกลียดหรือพยาบาทไปได้มาก

    การมองแบบนี้แม้ช่วยให้ความทุกข์ลดลง แต่ก็ยังรู้สึกต้องฝืนทนอยู่ไม่น้อย เฝ้าแต่คอยว่าเมื่อไรมดจะหยุดกัด หรือใช้หนี้เสร็จเสียที แต่ยังมีวิธีที่ดีกว่านั้น แทนที่จะใช้ความอดทน(ขันติ) หรือการใช้เหตุผลโน้มน้าวใจให้ยอมรับความทุกข์ ก็หันมาใช้สติ การมีสติตามรู้กายและใจ (ความคิด อารมณ์ปรุงแต่ง) สามารถยกจิตให้อยู่เหนือทุกขเวทนาได้ คือเห็นว่ามันเป็นสภาวะอย่างหนึ่ง แต่ไม่ยึดติดถือมั่นว่าความเจ็บนั้นเป็นเราเป็นของเรา พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เห็นความเจ็บ แต่ไม่มี “กูผู้เจ็บ”

    เมื่อใดที่เรามีสติตามรู้กายและใจขณะที่ถูกมดกัด ก็จะเห็นเช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติธรรมที่เขียนเล่าว่า “ ความเจ็บ,ลมหายใจ,จิตที่สงบนิ่ง แยกกันเป็นคนละส่วน ๆ” ดังนั้นใจจึงสบายตั้งมั่น ไม่มีความจำเป็นต้องอดทน หรือคอยว่าเมื่อไรมดจะหยุดกัด “จะกัดก็กัดไป จะดูให้ชัด”

    มดยิ่งกัดนานเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะจะได้เห็นธรรมปรากฏชัด เห็นทั้งศักยภาพของจิตที่สามารถเป็นอิสระจากทุกขเวทนา รวมทั้งเห็นอานุภาพของสติที่ทำให้จิตเป็นอิสระได้ ถึงตอนนี้มดที่ดุดันน่ากลัวได้กลายเป็น “อาจารย์มด”ไปแล้ว หาได้เป็นศัตรูหรือเจ้ากรรมนายเวรอีกต่อไปไม่ ความรู้สึกที่ตามมาคือ ขอบคุณและเมตตาสงสารมด

    ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติธรรมท่านนี้ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถพบธรรมได้จากความทุกข์ จะเรียกว่าในทุกข์มีธรรมก็ได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรหวาดกลัวความทุกข์ แต่ควรพร้อมต้อนรับความทุกข์เสมอ การต้อนรับความทุกข์ด้วยสติ นอกจากจะทำให้ใจไม่ทุกข์แล้ว ยังเพิ่มพูนปัญญา นั่นคือเกิด “กำไร” ซึ่งดีกว่าการอดทน กล้ำกลืนฝืนทน หรือก้มหน้ารับกรรม ซึ่งอย่างมากก็ทำให้แค่เสมอตัว คือไม่ทุกข์ แต่ปัญญาอาจไม่เกิด

    เหตุร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราก็เช่นกัน มันสามารถกลายเป็นดี หรือมีคุณแก่เราได้หากเปิดใจพร้อมรับด้วยสติ แม้แต่คนที่ทำไม่ดีกับเรา แทนที่จะเป็นศัตรู หรือเจ้ากรรมนายเวร ก็กลับกลายเป็นอาจารย์ของเราได้ จากความโกรธ เกลียด พยาบาท ก็จะกลายเป็นความเมตตาสงสารและรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำไป

    เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา ไม่ควรมองว่าเรากำลังใช้กรรม ที่จริงนั่นคือโอกาสที่เราจะได้สร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ขอให้ตั้งสติและรู้จักใช้วิบากกรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ อย่าลืมว่าเคราะห์สามารถเปลี่ยนเป็นโชคได้เสมอ เช่นเดียวกับทุกข์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นธรรมให้เราประจักษ์ได้ทุกขณะ
    :- https://www.visalo.org/article/matichon255301.htm


     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    มาปวารณากันเถิด
    พระไพศาล วิสาโล
    วันสุดท้ายของเทศกาลเข้าพรรษา คนทั่วไปมักเรียกว่า “วันออกพรรษา” แต่น้อยคนจะรู้ว่าวันดังกล่าวมีอีกชื่อหนึ่งว่า “วันมหาปวารณา” ที่มีชื่อดังกล่าวก็เพราะเป็นวันที่พระภิกษุทุกรูปจะกล่าวปวารณาต่อกัน พิธีดังกล่าวถือเป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่ทำเฉพาะในวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษา

    “ปวารณา” นั้นแปลว่า ยอมให้ขอ ก็ได้ เช่น ญาติโยมปวารณากับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งว่า ยินดีจัดหาปัจจัยสี่ไปถวายหากท่านขอมา เป็นต้น อีกความหมายหนึ่งของปวารณาคือ ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน ความหมายประการหลังนี้คือที่มาของวันมหาปวารณา ในวันดังกล่าวพระภิกษุทั้งหลายจะกล่าวเปิดโอกาสต่อกันและกันให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ โดยกล่าวเป็นภาษาบาลี แปลเป็นไทยได้ว่า “ข้าพเจ้าขอปวารณากะสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ตาม ด้วยได้ยินก็ตาม ด้วยน่าระแวงสงสัยก็ตาม ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงว่ากล่าวกะข้าพเจ้า ด้วยอาศัยความหวังดีเอ็นดู เมื่อข้าพเจ้ามองเห็น จักแก้ไข แม้ครั้งที่สอง.....แม้ครั้งที่สาม.....”

    พิธีปวารณานี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล เข้าใจว่าเกิดขึ้นเนื่องจากพระภิกษุสมัยนั้นมาอยู่ร่วมกัน ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ก็เฉพาะช่วงเข้าพรรษา เมื่อออกพรรษามักจะจาริกแยกย้ายกันไป โดยไม่แน่ใจว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด ดังนั้นก่อนที่จะแยกย้ายจากกันจึงมีการปวารณาแก่กันและกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวกันได้หากมีโอกาสมาพบกันใหม่ในวันข้างหน้า

    พิธีกรรมดังกล่าวมีความสำคัญถึงกับทรงมีบัญญัติให้พระสงฆ์งดทำอุโบสถหรือพิธีสวดปาฏิโมกข์เพื่อมาทำปวารณาแก่กันและกันในวันนั้นแทน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าคำว่ากล่าวตักเตือนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้บุคคลมีความเจริญมั่นคงในทางธรรมได้ ในสมัยพุทธกาลมีบุคคลจำนวนไม่น้อยบรรลุธรรมได้ก็เพราะได้รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือน ด้วยเหตุนี้จึงทรงถือว่าการว่ากล่าวตักเตือนนั้นเปรียบเสมือนการชี้ขุมทรัพย์เลยทีเดียว

    พิธีปวารณามีขึ้นเพื่อย้ำเตือนให้บุคคลเห็นคุณค่าของคำว่ากล่าวตักเตือน โดยไม่เพียงเปิดใจยอมรับคำตักเตือนเท่านั้น หากยังเชิญชวนให้สหธรรมิกชี้แนะว่ากล่าวด้วยแม้เพียงแค่ระแวงสงสัยหรือแค่ได้ยินได้ฟังมาก็ตาม นี้คือท่าทีของผู้ใฝ่ศึกษาหมั่นพัฒนาตน ที่ชาวพุทธทั้งหลายควรมี ไม่จำเพาะพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น

    น่าเสียดายที่ปัจจุบันการปวารณาได้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งในวันสุดท้ายของการจำพรรษา พระภิกษุจำนวนมากกล่าวคำปวารณาเป็นภาษาบาลีโดยไม่รู้ความหมาย ไม่มีการตอกย้ำให้เห็นคุณค่าของการว่ากล่าวตักเตือน ยิ่งญาติโยมด้วยแล้วส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่ามีวันสำหรับการเปิดใจแบบนี้อยู่ด้วยในพุทธศาสนา

    การเปิดใจรับคำว่ากล่าวตักเตือนหรือคำวิพากษ์วิจารณ์ แม้มิใช่ศีลข้อสำคัญในพุทธศาสนา แต่ก็เป็นธรรมข้อสำคัญสำหรับการมีชีวิตที่ดีงาม ธรรมข้อนี้มีชื่อเรียกว่า “โสวจัสสตา” คือความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย พร้อมรับฟังคำชี้แนะว่ากล่าว จัดเป็น ๑ ในนาถกรณธรรม ๑๐ (ธรรมที่ทำให้เป็นที่พึ่งของตนได้) และมงคล ๓๘ หากขาดธรรมข้อนี้แล้วนอกจากจะทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ยากแล้ว ชีวิตยังขาดสิ่งที่เป็นมงคลไปอย่างน้อยก็หนึ่งประการ

    คนทั่วไปไม่ชอบฟังคำว่ากล่าวตักเตือนจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้วสาเหตุสำคัญก็เพราะถ้อยคำเหล่านั้นกระทบอัตตา อัตตาหรือตัวตนที่เรายึดถือนั้นต้องการการพะเน้าพะนอ คำสรรเสริญชื่นชมเป็นเสมือนภักษาหารที่ทำให้มันพองโตขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับคำวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งเป็นเสมือนของแสลงที่ทำให้อัตตาลีบเล็กลง สำหรับชาวพุทธที่เห็นโทษของอัตตา การที่อัตตาลีบเล็กลงนั้นแหละเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ ดังนั้นจึงไม่พรั่นพรึงต่อคำวิจารณ์ แม้ความไม่พอใจจะเกิดขึ้นเมื่อได้ฟังถ้อยคำดังกล่าว แต่ก็ตระหนักดีว่าตัวที่เดือดเนื้อร้อนใจนั้นคือเจ้าตัวอัตตาต่างหาก หาใช่อะไรอื่นไม่ ดังนั้นจึงไม่ใส่ใจกับอาการดังกล่าว ถือเสียว่าต้องทรมานเจ้าตัวอัตตาเสียบ้าง มันจะได้หายกำเริบ หาไม่มันจะได้ใจจนขึ้นขี่คอบังคับเราให้เป็นข้ารับใช้มันอยู่เรื่อยไป

    ผู้มีปัญญาย่อมตระหนักดีว่าคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นนอกจากจะช่วยทรมานอัตตาให้คลายพยศลงแล้ว ยังช่วยให้เราเกิดปัญญาเพิ่มพูนขึ้น เพราะในคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นย่อมมีความจริงแฝงอยู่เสมอไม่มากก็น้อย แม้จะออกมาจากปากของผู้ประสงค์ร้ายก็ตาม ความจริงนั้นอาจเป็นความจริงเกี่ยวกับตัวเรา เช่น จุดอ่อนของเรา หรือข้อบกพร่องในงานของเรา ความจริงแบบนี้บ่อยครั้งแม้แต่เพื่อนที่ใกล้ชิดก็มองไม่เห็น หรือถึงเห็นก็ไม่กล้าพูด มีแต่ศัตรูหรือคู่กรณีเท่านั้นที่กล้าพูด จริงอยู่เขาอาจเติมแต่งใส่สีสันให้มันเลวร้ายเกินจริง แต่ถ้าเรารู้จักมองและแยกแยะความจริงออกจากความเท็จหรือความเข้าใจผิด เราก็จะได้เรียนรู้บางแง่มุมเกี่ยวกับตนเองที่อาจมองไม่เห็นมาก่อน เมื่อรู้แล้วแทนที่จะเสียใจหรือทดท้อ กลับนำมาปรับปรุงแก้ไขพัฒนาตน ก็ย่อมเป็นผลดีแก่ตัวเราเองไม่ใช่หรือ

    นอกจากความจริงเกี่ยวกับตัวเราแล้ว คำวิพากษ์วิจารณ์ยังเปิดเผยให้เราเห็นความจริงเกี่ยวกับตัวผู้พูดเอง คนบางคนยิ่งว่ากล่าวเรามากเท่าไร เราก็ยิ่งเห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไร จริงใจหรือไม่ น่าคบเพียงใด จะว่าไปแล้วถ้าอยากรู้จักใครให้ดี จะดูที่คำสรรเสริญชื่นชมของเขาหาได้ไม่ หากต้องดูที่คำว่ากล่าวของเขา คนที่หวังดีต่อเราย่อมว่ากล่าวด้วยความปรารถนาดี ระมัดระวังถ้อยคำ ส่วนคนที่มุ่งร้ายย่อมต่อว่าอย่างสาดเสียเทเสีย ถ้าเรารู้จักฟังและแยกแยะก็จะเห็นความจริงว่าใครที่เป็นมิตร และใครที่ไม่ใช่มิตร และควรคบกับเขาแค่ไหน ใกล้แค่คืบหรือห่างเป็นวา

    สุดท้ายคำวิพากษ์วิจารณ์ยังเปิดใจให้เราเห็นความจริงเกี่ยวกับโลกว่า นินทากับสรรเสริญเป็นของคู่กัน คนเรามักเคลิบเคลิ้มจนตัวลอยเมื่อได้ยินคำชื่นชม แต่คำต่อว่าจะช่วยดึงเรากลับมาสู่ความจริง และตระหนักว่าธรรมดาของโลกนั้นมีทั้งขึ้นและลง บวกและลบ มีได้ก็มีเสีย มีสำเร็จก็มีล้มเหลว ดังนั้นเมื่อประสบกับสิ่งที่น่ายินดีก็อย่าหลงดีใจจนลืมตัว ให้ระลึกว่าสักวันหนึ่งเราอาจประสบสิ่งตรงข้าม ดังนั้นจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและเตรียมใจไว้เสมอ นั่นหมายความว่า ถ้าไม่อยากทุกข์เพราะคำตำหนิ ก็อย่าไปดีใจเวลาได้รับคำสรรเสริญ

    ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาผู้มีปัญญาจึงไม่หวั่นกลัวคำว่ากล่าว กลับเชิญชวนด้วยซ้ำ ดังเห็นได้จากพิธีปวารณาในวันสุดท้ายของการจำพรรษา จะว่าไปแล้วการปวารณาดังกล่าวไม่ควรเป็นเรื่องของสงฆ์เท่านั้น แม้คฤหัสถ์ก็ควรกระทำต่อกันเช่นกัน ดังนั้นจึงอย่าปล่อยให้ปวารณาเป็นแค่พิธีกรรม แต่ควรผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและชุมชน ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่ชีวิตดีงามจึงจะเป็นอันหวังได้
    :- https://www.visalo.org/article/matichon254810.htm


     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ยอมรับได้ ใจก็ปล่อยวาง
    พระไพศาล วิสาโล
    ตอนที่สวนโมกข์เริ่มมีการสร้างถาวรวัตถุ เช่น โรงมหรสพทางวิญญาณ หรืออาคารต่าง ๆ ก็ดี อาคารแต่ละแห่ง ใช้เวลานานหลายปี เพราะว่าอาศัยกำลังพระเณรช่วยกันสร้าง ไม่มีการจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาทำ พระเณรก็ทำกันวันละนิด วันละหน่อย
    คราวหนึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสสร้างอาคารชื่อว่า “ธรรมนาวา” เรียกสั้น ๆ ว่า “เรือ” เพราะมีรูปร่างคล้ายเรือ คราวหนึ่งมีลูกศิษย์มาเยี่ยมสวนโมกข์ เมื่อไปกราบท่านอาจารย์พุทธทาส ถามท่านว่าเรือสร้างถึงไหนแล้ว เสร็จหรือยัง อาจารย์พุทธทาสตอบว่าเสร็จแล้ว ชายคนนั้นก็แปลกใจ เพราะว่ามาสวนโมกข์เมื่อ ๒ เดือนก่อนก็เห็นว่ายังสร้างไปไม่ได้มากเท่าไร ทำไมเสร็จเร็วจัง จึงเดินไปดู ปรากฏว่าคืบหน้าไปได้ไม่มาก เขาจึงกลับมาหาท่านอาจารย์พุทธทาสและถามว่า เรือยังสร้างไปไม่ถึงไหนเลย ทำไมอาจารย์ถึงว่าเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสตอบว่า “เสร็จแล้ว เสร็จจริง ๆ วันนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็เสร็จ มะรืนนี้ก็เสร็จ เสร็จทุกวัน”

    ชายคนนั้นคงง เพราะตามความเข้าใจของเขา คำว่าเสร็จก็คือเรียบร้อยสมบูรณ์ แต่สำหรับท่านอาจารย์พุทธทาส เสร็จในความหมายของท่าน คือ วางลงจากใจแล้ว ไม่เอามาเป็นเครื่องกังวลใจ หมายความว่า เวลาจะทำอะไรก็ตาม ก็ทำเต็มที่ แต่พอเลิกงาน ก็วางมันลง อย่างนี้เรียกว่าเสร็จ คนเราเวลาทำอะไรสำเร็จเสร็จสิ้น จะรู้สึกว่ามันเบา ไม่มีความวิตกกังวลอีกต่อไป ท่านอาจารย์พุทธทาสก็มีความรู้สึกอย่างนั้นทุกครั้งที่เลิกงาน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น พอเลิกงานก็วางงานลงจากใจ ไม่ใช่แค่วางค้อน วางเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น ใจก็วางด้วย เสมือนว่ามันเสร็จแล้ว ถึงเวลาไปทำสมาธิ ภาวนา ทำวัตรสวดมนต์ หรือพักผ่อน ก็ไม่เอางานมาครุ่นคิดให้หนักอกหนักใจ แม้จะยังไม่เสร็จสมบรูณ์ เวลาเข้านอนก็นอนด้วยใจที่ปลอดโปร่ง เพราะว่าวางทุกอย่าง เสมือนว่ามันเสร็จแล้ว อันนี้คือความหมายหนึ่งของการทำงานด้วยใจที่ปล่อยวาง

    พวกเราหลายคนพอมาปฏิบัติธรรม ก็นึกในใจว่า เมื่อไรคอร์สจะจบสักที อาจจะคิดอย่างนี้ทุกวันเลย ลองเอาคำสอนหรือคำแนะนำของท่านอาจารย์พุทธทาสไปใช้ก็ได้ คือว่า คอร์สนี้เสร็จทุกวัน ไม่ต้องไปคิดว่าอีกกี่วันถึงจะได้กลับบ้าน การคิดแบบนั้นมีแต่จะทำให้ทุกข์ และไม่ได้ช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้นกว่าเดิม

    มิใช่แต่การปฏิบัติธรรมเท่านั้น ทำงานอย่างอื่นก็เช่นกัน เวลาเราทำงานก็ให้ลองนึกว่า เสร็จทุกวัน เลิกงานแล้วก็กลับบ้านไปหาลูก พ่อแม่ หรือคนรัก ด้วยใจที่ปลอดโปร่งเสมือนกับว่างานเสร็จแล้ว

    แต่คนจำนวนมากทำอย่างนั้นไม่เป็น เวลากลับไปบ้านก็แบกเอางานไปด้วย ไม่ได้ถือแฟ้มแบกกลับไป แต่ว่าแบกที่ใจ เวลาอยู่กับลูก ก็นึกถึงงาน ใจไม่ได้อยู่กับลูกเต็มร้อย เวลานึกถึงงานก็รู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้ลูกเห็น ลูกก็จะรู้สึกเครียดเวลาอยู่กับเรา เพราะใจเรายังแบกงานไว้เต็มที่ ให้เรานึกว่ามันเสร็จแล้ว วางมันลงเสีย เราจะได้กลับบ้าน จะได้อยู่กับลูก กับคนรัก หรืออยู่กับตัวเองด้วยใจที่ปลอดโปร่ง และทำสิ่งที่ควรทำเมื่ออยู่บ้าน เช่น พักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ หลายคนแบกงานกลับบ้าน เอาเข้าห้องนอน แม้กระทั่งจะนอนก็ยังไม่ยอมวาง เลยนอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาก็เลยไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน

    ที่จริงงานไม่ใช่ปัญหา หลายคนมักจะบ่นว่างานเยอะ มีภาระมาก จริง ๆ แล้วงานไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่าเราแบกมันเอาไว้ไม่ยอมวางต่างหาก เวลาทำงานใจก็ไม่ได้อยู่กับงานจริง ๆ มัวแต่จดจ่ออยู่กับผลของงาน ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ เจ้านายจะพอใจไหม เพื่อนร่วมงานจะว่าอย่างไร หรือไม่ก็เอาแต่คิดว่า เมื่อไรจะเสร็จ เวลามาปฏิบัติธรรมก็คิดว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน เวลาเดินทางกลับบ้านก็เอาแต่คิดว่าเมื่อไรจะถึง อันที่จริงมันถึงทุกขณะอยู่แล้ว มันถึงทุกเวลา มันถึงทุกวินาที ให้ลองคิดแบบนี้ดูบ้าง

    การที่ใจเรามัวคิดถึงจุดหมายปลายทางว่าเมื่อไรจะเสร็จ เมื่อไรจะถึง เมื่อไรไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียว วิธีคิดแบบนี้สร้างความทุกข์ให้กับจิตใจมาก ทำให้เครียด วิตกกังวล จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการแบกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราลองวางมันลงบ้าง อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ให้นึกถึงคำของหลวงพ่อคำเขียนก็ได้ ท่านเคยพูดไว้ว่า “ถึงต่อเมื่อมันถึง” เวลาเดินทางก็ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไรจะถึง ถึงต่อเมื่อมันถึง หรือจะมองอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้ว่า มันเสร็จทุกเวลาอยู่แล้ว เสร็จทุกวัน เสร็จทุกชั่วโมง เสร็จทุกนาที สิ่งสำคัญก็คือ ใจอยู่กับปัจจุบัน

    ใจอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำงานก็ทำด้วยใจที่ปล่อยวาง คือปล่อยวางอดีต ปล่อยวางอนาคต เหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน งานการล้มเหลวอย่างไร มีอุปสรรคอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอดีต ปล่อยมันไป ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ต้องเอามาใส่ใจ ใจอยู่กับปัจจุบันก็พอ เมื่อใดก็ตามเราทำงานตรงหน้าด้วยใจเต็มร้อย ก็เรียกได้ว่าทำงานด้วยใจปล่อยวาง ยิ่งถ้าเราทำใจถึงขั้นที่ว่า มันไม่ใช่งานของเรา ถึงแม้ไม่ใช่งานของเรา เราก็ทำเต็มที่ หากว่ามันมีประโยชน์ เราก็ทำ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นงานของเรา เราถึงจะทำ และเมื่องานเสร็จก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นผลงานของเรา

    ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า “ยกผลงานให้เป็นของความว่าง” ทำงานเสร็จก็ยกผลงานให้เป็นของความว่าง หรือยกให้เป็นของส่วนรวมก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ทำให้งานสำเร็จ มีคนอีกมากมายที่ร่วมกันทำให้สำเร็จ ทั้งที่ทำด้วยกัน ทั้งที่อยู่เบื้องหลัง คนที่เป็นแม่ครัว คนที่เป็นนักการภารโรง แม้กระทั่งพ่อแม่ของเราที่บ้าน ก็มีส่วนช่วยทำให้งานสำเร็จ เพราะถ้าไม่มีคนเหล่านั้น ก็คงไม่มีเรา หรือเราก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรง กำลัง หรือสติปัญญาที่จะทำให้งานสำเร็จได้ งานแต่ละชิ้นจึงเป็นผลงานร่วมของผู้คนมากมายด้วย การวางใจอย่างนี้ ก็เรียกได้ว่าทำงานด้วยใจที่ปล่อยวาง

    การวางใจแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่ว่าเราสามารถทำได้จากการมาฝึกปฏิบัติที่นี่ ฝึกปฏิบัติด้วยการเจริญสติ เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับกาย กายเมื่อเคลื่อนไหว ใจก็รับรู้ เพราะว่าใจไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน ใจอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะฉะนั้น เมื่อกายเคลื่อนไหว ใจก็รับรู้ รับรู้ว่ากายทำอะไร ไม่ใช่แค่ยกมือสร้างจังหวะ ไม่ใช่แค่เดินจงกรม แต่รวมถึงเวลาเดินมาที่ศาลา เดินขึ้นบันได อาบน้ำ ล้างจาน หรือทำอย่างอื่นด้วย

    แต่ละวัน เราใช้กายทำอะไรต่าง ๆ มากมาย ในขณะที่กายเคลื่อนไหว ถ้าใจอยู่กับเนื้อกับตัว รับรู้ว่ากายทำอะไร อันนี้เรียกว่ากายเคลื่อนไหว ใจก็รับรู้ หรือเรียกอีกอย่างว่า เห็นกายเคลื่อนไหว เวลาที่ใจคิดนั่น คิดนี่ แล่นออกไปนอกตัว เที่ยวเตร่สารพัด เราก็รู้ แค่รู้ว่าใจเผลอคิดไป มันก็กลับมา มันจะวางอดีตและอนาคตลงทันที แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)
    ถ้าเรามีสติ แม้สัมผัสกับอารมณ์ปัจจุบัน เช่น เสียงดัง หรือความปวดเมื่อย อันนี้เรียกว่าอารมณ์เหมือนกัน คำว่าอารมณ์ ในพุทธศาสนาหมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความคิด เมื่อมีเสียงดังมากระทบหู มีแดดมากระทบกาย เกิดความคิดหรืออารมณ์ตามมา เหล่านี้เรียกว่าอารมณ์ปัจจุบัน เมื่อเกิดขึ้น เราก็เพียงรับรู้เฉย ๆ รู้โดยไม่ไปยึดติด วางมันลง มันก็รบกวนจิตใจเราไม่ได้

    เสียงดังไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเรา ถ้าหากเราแค่รับรู้เฉย ๆ แต่เพราะใจเราไปยึดติด จดจ่อ หรือผลักไสมัน ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา ปัญหาไม่ได้เกิดจากเสียง แต่ปัญหาเกิดจากการที่เราไม่ชอบมัน เราไปทะเลาะเบาะแว้งกับมัน อย่างที่หลวงพ่อชาเรียกว่า “ไปรบกวนเสียง” แดดร้อนก็ไม่ใช่ปัญหา มันแค่ทำให้กายร้อน แต่ถ้าใจไม่ชอบ ใจผลักไส ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นทันที ที่แปลกก็คือ อะไรที่เราผลักไส ไม่ชอบ ใจก็ยิ่งยึดติด คำต่อว่าด่าทอของใครก็ตาม เราไม่ชอบเลย แต่พอได้ยินก็จะคิดแล้วคิดอีก เก็บเอามาคิดอยู่นั่นแหละ คิดจนนอนไม่หลับ

    เวลาเราโกรธเกลียดใคร ก็มีความรู้สึกอยากผลักไสออกไป แต่ยิ่งโกรธ ยิ่งเกลียด มันก็ยิ่งคิด ยิ่งนึกถึงเขา เวลามือหรือนิ้วถูกของเหม็น เช่น น้ำปลา ปลาร้า หรือกะปิ มันเหม็นมาก เราไม่ชอบ เราก็ล้างมือ แต่พอล้างมือเสร็จแล้ว เราทำอย่างไร ก็เอานิ้วมาดม เราไม่ชอบกลิ่นเหม็นที่ติดอยู่ปลายนิ้ว แต่เราก็ดมมันอยู่นั่นแหละ ถ้ามันยังเหม็นอยู่เราก็ดมไม่เลิก นี้เรียกว่า ยิ่งผลักไสก็ยิ่งยึดติด เพราะฉะนั้นจึงมีคำพูดว่า “สิ่งใดที่เราผลักไสจะคงอยู่ แต่สิ่งใดที่เราตระหนักรู้จะหายไป” ถ้าเรายิ่งผลักไส มันก็ยิ่งรบกวน ยิ่งยึดติด ยิ่งจดจ่อ แต่ถ้ารู้เฉย ๆ มันก็จะหายไป

    อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเสียงดัง แดดร้อน แต่ปัญหาคือใจที่ผลักไส ใจที่ไม่ชอบต่างหาก หลายคนบอกว่า ไม่อยากทำสมาธิ ไม่อยากเจริญสติ เพราะทำแล้วมันฟุ้งไปหมดเลย ฟุ้งตลอดเวลา บางคนนั่งสมาธิ ๕ นาทีก็ไม่ไหวแล้ว เพราะใจฟุ้ง ที่จริงความฟุ้งเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่ปัญหาด้วย แต่ปัญหาเกิดเมื่อใจเราไม่ชอบความฟุ้ง เมื่อใจเราไม่ชอบ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที เพราะเมื่อไม่ชอบ จิตก็จะดิ้นรน ผลักไส อยากให้สิ่งนั้นหายไป แต่เมื่อมันไม่หาย ยังอยู่ ก็เกิดความผิดหวัง ไม่พอใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เราทุกข์เพราะเราอยากผลักไส แต่มันไม่ไป มันไม่หาย

    แม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บ มันทำได้อย่างมากคือ ทำให้เกิดความทุกข์กาย แต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจไม่ได้ แต่ความทุกข์ใจจะเกิดขึ้นทันทีที่เราไม่ชอบ ผลักไส ยอมรับมันไม่ได้ ตีโพยตีพาย หรือโอดครวญ ยิ่งเรายอมรับมันไม่ได้ ก็ยิ่งเปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาเล่นงานจิตใจเราได้มากขึ้น

    บางคนเป็นมะเร็ง แต่สามารถอยู่กับมะเร็งได้ด้วยใจปกติ เพราะเขายอมรับ ไม่รังเกียจ ไม่ผลักไสมัน บางคนกลับมีเมตตาต่อมันด้วย มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็ง ปวดมาก แต่ว่าเธอไม่ค่อยกินยาระงับปวด เธอใช้วิธีคุยกับมะเร็ง เช่นพูดว่า “มะเร็ง ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้วนะ ฉันจะนอนแล้ว เธอก็ควรนอนด้วยเหมือนกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” แล้วเธอก็ร้องเพลงกล่อมมะเร็ง ทำนองเดียวกับกล่อมลูก แล้วก็หลับไปด้วยกัน ทั้งเธอทั้งมะเร็ง เธออยู่กับมะเร็งโดยไม่ต้องใช้ยาระงับปวด แล้วก็อยู่ได้นานด้วย

    แต่บางคนพอรู้ว่าเป็นมะเร็งได้ไม่กี่วันก็แย่เลย มีคุณป้าคนหนึ่งเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งหมอบอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือนนะ” แกตกใจมาก กลุ้มอกกลุ้มใจ ยอมรับไม่ได้ รู้สึกวิตกกังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีเรี่ยวแรง หมดอาลัยตายอยาก ปรากฏว่าอยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย

    ถามว่ามะเร็งลุกลามอย่างรวดเร็วจนทำให้คุณป้าตายหรือเปล่า มันไม่ลุกลามเร็วขนาดนั้นหรอก แต่ที่เธอตายเป็นเพราะใจของเธอมากกว่า ใจเธอยอมรับไม่ได้ พยายามต่อต้าน ผลักไส เกิดความกลัววิตก ยิ่งกลัวยิ่งวิตกก็ยิ่งครุ่นคิดถึงมัน ยิ่งผลักไสก็ยิ่งยึดติด ยิ่งยึดติด กายและใจก็ยิ่งแย่ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว

    ปัญหาของคุณป้าคนนี้อยู่ที่ใจไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะโรคมะเร็ง พอใจไม่ยอมรับก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที แต่ถ้าใจยอมรับได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใจก็สามารถสงบได้

    เพื่อนอาตมาคนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่เชียงใหม่ วันหนึ่งมีธุระต้องบินมาที่กรุงเทพ ฯ ปกติก็นั่งเครื่องบิน บังเอิญเจอเพื่อนซึ่งมีเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก เขากำลังจะเข้ากรุงเทพ ฯ วันเดียวกัน เลยชวนอาจารย์นั่งเครื่องบินเข้ากรุงเทพ ฯ ด้วยกัน ก่อนบินมีฝนตกหนัก พอฝนหยุดก็ออกเดินทาง เครื่องบินขึ้นไปได้แค่ ๕ นาที ปรากฏว่าเครื่องดับ นักบินพยายามสตาร์ท แต่ทำอย่างไรก็ไม่ติด เลยคิดว่าเครื่องบินต้องตกแน่ ๆ ถึงตอนนั้นอย่างเดียวที่ทำได้ คือ ทำอย่างไรให้เครื่องบินไม่ตกในเขตชุมชนหรือหมู่บ้าน นักบินจึงพยายามบังคับเครื่องให้ร่อนไปยังภูเขา เพื่อให้เครื่องบินตกในป่า ตอนนั้นอาจารย์ทำใจแล้วว่าถ้าเครื่องบินตกก็ตายแน่

    อาจารย์เล่าว่าตอนนั้นบรรยากาศรอบตัวสงบมาก เครื่องบินที่เคยส่งเสียงดังก็เงียบสนิท มองไปข้างบนเป็นท้องฟ้าสีคราม ข้างล่างเป็นภูเขา เป็นป่าเขียวขจี บรรยากาศทั้งสวยงามและเงียบสงบ ในช่วงนั้นเขาทำใจได้แล้วว่าจะต้องตายแน่ ๆ พร้อมยอมรับความตายที่จะเกิดขึ้น จิตใจก็เลยสงบ เป็นความสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีความทุกข์ใจ ไม่มีความวิตกกังวลอะไรเลย ทุกอย่างรอบตัวสงบและสวยงามไปหมด

    สักพักปรากฏว่าเครื่องยนต์สตาร์ทติด เครื่องต้องติดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจารย์คงไม่สามารถกลับมาเล่าให้ฟังได้ เมื่อเครื่องติดทั้งสองคนก็ปรึกษากันว่าจะบินต่อหรือกลับเชียงใหม่ ได้ข้อสรุปว่ากลับดีกว่า ไปตรวจสภาพเครื่องบินให้เรียบร้อย ตอนที่เครื่องบินกลับไปที่สนามบินเชียงใหม่ รถดับเพลิงมารอกันหลายคัน เพื่อเตรียมรับเหตุร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเช็คเครื่องยนต์ก็พบว่ามีน้ำฝนเข้าไปในเครื่อง หลังจากแก้ไขเรียบร้อย เจ้าของเครื่องบินก็ถามอาจารย์ว่า ยังคิดจะบินเข้ากรุงเทพ ฯ ด้วยกันอยู่หรือเปล่า อาจารย์ตอบตกลง ในใจตอนนั้นไม่มีความรู้สึกกลัวเลย

    เห็นได้ชัดว่า ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนหวาดกลัว แต่หากทำใจยอมรับได้ ความสงบก็เกิดขึ้นทันที เพราะฉะนั้น ความตายจะน่ากลัวหรือไม่ อยู่ที่ใจ ถ้าใจยอมรับได้ ความตายก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว หลายคนพบว่า พอทำใจยอมรับความตายได้ ความสงบก็เกิดขึ้นกับจิตใจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    มีอีกรายหนึ่ง เป็นผู้หญิงไปเที่ยวทะเลที่ระยอง เล่นน้ำไปได้สักพัก ก็สังเกตว่าตัวเองถูกกระแสน้ำซัดห่างฝั่งออกไปทุกที ๆ เพื่อนที่มาด้วยกันพยายามว่ายน้ำไปช่วย แต่พอว่ายไปสักพัก ก็พบว่ากระแสน้ำพัดออกห่างจากฝั่งไกลขึ้น เลยต้องว่ายน้ำกลับมา ส่วนหญิงคนนี้ตอนที่รู้ว่ากำลังถูกกระแสน้ำซัดออกทะเล เธอตกใจมาก พยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง แต่ว่ายเท่าไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ถูกกระแสน้ำพาห่างออกจากฝั่งเรื่อย ๆ เพราะกระแสน้ำแรงมาก จนเกือบจะหมดแรง

    ถึงตอนนั้นเธอรู้ว่าต้องตายแน่ เลยทำใจยอมรับ ตายก็ตาย เธอหยุดว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ลอยคออยู่เฉย ๆ พร้อมรับความตายที่จะมาถึง เธอเล่าว่าตอนนั้นใจสงบมาก สงบอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อน ขณะที่ลอยคอพร้อมตาย ปรากฏว่าจู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีคลื่นซัดเธอเข้าหาฝั่ง แสดงว่าเธอหลุดจากกระแสน้ำเชี่ยวนั้นแล้ว เธอจึงรวบรวมกำลังว่ายเข้าหาฝั่ง เพื่อน ๆ พอเห็นเช่นนั้นก็ว่ายมาช่วยพาเธอเข้าฝั่ง

    เธอรู้ภายหลังว่าชายหาดบริเวณนั้นมีกระแสน้ำเชี่ยวที่สะท้อนออกจากฝั่ง มีความแรงมาก และทำให้คนตายหลายคนแล้ว ที่ตายก็เพราะพยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง แต่สู้กระแสน้ำไม่ได้พอหมดแรงก็จมน้ำ เธอได้บทเรียนว่าหากเจอกระแสน้ำแบบนี้ อย่าว่ายทวนน้ำเข้าหาฝั่ง ต้องว่ายขนานกับฝั่ง ไม่นานก็จะออกจากกระแสน้ำได้ เพราะมันเป็นกระแสที่แคบ ไม่กว้างเท่าไร อย่างไรก็ตามที่เธอประหลาดใจกว่านั้นก็คือ ทั้ง ๆ ที่เฉียดตาย แต่ใจเธอกลับสงบอย่างยิ่ง ไม่รู้สึกว่าความตายน่ากลัวแต่อย่างใด นั่นเป็นเพราะเธอทำใจยอมรับมันได้

    การยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เพียงแค่ยอมรับ ใจก็สงบได้ทันที เมื่อมีเสียงดัง เราทุกข์ก็เพราะใจเรายอมรับไม่ได้ ความฟุ้งซ่าน เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราเป็นทุกข์ มันไม่ใช่เพราะความฟุ้งซ่าน แต่เป็นเพราะใจยอมรับมันไม่ได้ ไม่ชอบ พยายามผลักไสมัน แต่เราจะไม่เป็นทุกข์เลย ถ้าใจเรายอมรับ หรือรู้สึกเป็นกลางกับมัน

    การเจริญสติ เป็นการฝึกให้ใจเป็นกลางกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความคิดดีเกิดขึ้นก็ไม่โจนเข้าหา ความคิดไม่ดีเกิดขึ้นก็ไม่ผลักไส หลวงพ่อคำเขียนพูดเสมอว่า “คิดดีก็ช่าง คิดไม่ดีก็ช่าง” อะไรเกิดขึ้นก็ช่างมัน คำว่าช่างมัน ไม่เป็นไร กับการทำใจเป็นกลาง ๆ มีความหมายคล้ายกัน พอเราคิดว่าไม่เป็นไร ช่างมัน ใจก็ยอมรับได้ พอใจยอมรับได้ สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่มีพิษสงที่จะมาทำร้ายจิตใจเราได้ แม้แต่ความปวดเมื่อยก็เหมือนกัน พอใจเรายอมรับได้ ความทุกข์ก็ลดลงไป

    อาตมาเคยพาคนไปเดินจงกรมเช้าเย็นรอบสวน ตามทางมีมดมากมายไต่ขา วันแรก ๆ ผู้คนทรมานกันมาก แต่วันที่ ๒ หลายคนบอกว่าความทุกข์ลดลงไปเยอะ เพราะว่ายอมรับได้ มันจะกัดก็กัดไป ความทุกข์กายยังมีอยู่ ยังคัน ยังปวดอยู่ แต่ว่าใจสงบลงได้ การยอมรับช่วยให้เราปล่อยวาง พอเรายอมรับได้ ใจก็ไม่ดิ้นรน ไม่ผลักไส มันก็วาง พอวางก็เกิดความโปร่ง โล่ง เบาสบาย

    ให้เราลองฝึกทำใจเป็นกลางกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ การเจริญสตินั้นเปรียบเหมือนกับการนั่งอยู่ริมฝั่ง ดูกระแสน้ำที่ไหลผ่านไป มีอะไรไหลผ่านมา เราก็แค่ดูเฉย ๆ แค่รับรู้เฉย ๆ มันจะเป็นของดี หรือของไม่ดี ก็แค่ดูเฉย ๆ จะมีเรือสำราญแล่นผ่านมาก็ดูเฉย ๆ จะมีหมาเน่าลอยน้ำมาก็ดูเฉย ๆ ไม่กระโดดลงไปเพื่อที่จะขึ้นเรือสำราญ และไม่พยายามหาไม้มาเขี่ยหมาเน่าให้ลอยไปห่าง ๆ การไม่ต้องทำอะไรเลย น่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก

    การเจริญสติก็คือการดูเฉย ๆ อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า “รู้ซื่อ ๆ” การทำโน่นนี่ต่างหากที่ยุ่งยาก ทำให้เหนื่อย แต่ว่าเราชอบทำอะไรต่ออะไรจนติดเป็นนิสัย พอไม่ต้องทำอะไร แค่ดูเฉย ๆ กลับทำไม่เป็น แปลกนะ ของง่ายกลับไม่ทำ ไปทำของยาก เรื่องสบายไม่ทำ กลับทำสิ่งที่ยากลำบาก

    ลองฝึกใจ ดูใจของเรา แล้วจะพบว่าสิ่งที่ควรทำ คือการดูเฉย ๆ รู้เฉย ๆ รู้ซื่อ ๆ เท่านั้น แล้วยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยใจที่เป็นกลาง
    :- https://www.visalo.org/article/dhammamata10_1.html
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    Buddhasunrise.jpg
    บทพิจารณา “ตายก่อนตาย”
    พระไพศาล วิสาโล

    ขอให้น้อมใจสงบด้วยการตามลมหายใจเข้าและออก

    ให้เรานึกภาพดอกไม้ที่งดงามเบ่งบาน นึกต่อไปอีกว่าดอกไม้ดอกนั้นค่อย ๆ โรย กลีบร่วงลงทีละกลีบ ส่วนที่ยังอยู่ก็เหี่ยวแห้ง สีที่เคยสวยก็ค่อย ๆ หมองคล้ำ นึกภาพจนกระทั่งเห็นดอกไม้เฉาลงในที่สุด

    นึกถึงทิวทัศน์อันงดงามยามอรุณรุ่ง ดวงอาทิตย์เพิ่งพ้นขอบฟ้า นึกถึงสถานที่เดียวกันนั้นในยามบ่าย แดดร้อนแรง อาทิตย์อยู่กลางฟ้า วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนตกเย็น อาทิตย์คล้อยต่ำลงเป็นลำดับ จนลับขอบฟ้า เหลือแต่ความมืดมิด

    น้อมภาพเหล่านี้มาที่ตัวเรา ว่าชีวิตของเราก็เหมือนกับดอกไม้ที่สักวันหนึ่งก็ต้องร่วงโรยเหี่ยวเฉา เช่นเดียวกับอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้า ไม่นานเราก็ต้องลาจากโลกนี้ไป

    สักวันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ไป ไม่มีใครรู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ อาจจะเป็นปีหน้า เดือนหน้า หรือพรุ่งนี้ก็ได้

    ขอให้ทุกคนนึกในใจว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเราอีกต่อไป เพราะเมื่อถึงวันพรุ่งนี้ ร่างกายเราจะแน่นิ่ง ไม่ไหวติง ไร้ความรู้สึกใดๆ ไร้แม้กระทั่งลมหายใจเข้าออก

    ให้นึกไว้ในใจว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ทุกชีวิตและทุกผู้คนที่เราคุ้นเคย ที่เราเคยพบปะ ที่เราเคยหยอกเย้าแย้มยิ้ม คนเหล่านี้เราจะไม่มีโอกาสได้พบอีกต่อไป ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

    นึกถึงใบหน้าของพ่อแม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้องที่เคยพบเห็นทุกวี่ทุกวัน เรากำลังจะจากเขาไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า นึกถึงใบหน้าของคู่ครองคนรัก วันเวลาที่จะต้องจากเขา ใกล้มาทุกขณะแล้ว นึกถึงมิตรสหายที่เราคุ้นเคย อีกไม่นานเราจะไม่มีวันได้พบเขาอีกแล้ว

    นึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อเช้า เราได้พบเจอใครบ้าง ได้ทำอะไรบ้าง นึกถึงช่วงเวลาบนโต๊ะอาหารเมื่อเช้านี้ นึกถึงช่วงเวลาที่ส่งลูกไปโรงเรียน นึกถึงเพื่อนฝูงที่พบเจอในห้องประชุม

    นึกถึงทรัพย์สมบัติ สิ่งของที่เราหามาด้วยความเหนื่อยยาก บ้าน รถยนต์ เครื่องประดับ เงินทอง ของหวงของรักทั้งหลาย เรากำลังจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างไป

    นึกถึงงานการทั้งหลายที่เรารักและทุ่มเทมาตลอด ไม่ว่าจะมีค่าปานใด เราจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกต่อไป งานทั้งหลายที่คั่งค้างไม่แล้วจบ เราจะไม่มีวันได้สะสางอีกแล้ว

    อีกไม่นาน โลกที่เราคุ้นเคยมาตลอดชีวิต จะหายวับไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือแม้แต่น้อย สิ่งที่สำคัญก็คือ ชีวิตของเราทั้งชีวิต กำลังจะสูญสิ้นไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง

    ทีนี้ลองกลับมาสำรวจดูความรู้สึกของเราในขณะนี้ ความรู้สึกในขณะนี้เป็นอย่างไร ? เรารู้สึกกลัวหรือไม่ ? ลองพิจารณาความกลัวดู ค่อย ๆ สัมผัสรับรู้ความกลัวนั้น ความกลัวอยู่ที่ตรงไหน ? เรากลัวอะไร ? ลองน้อมรับความกลัว ลองสังเกตความรู้สึกในใจเราให้ถ้วนทั่ว

    มีความกังวลหนักใจเกิดขึ้นหรือไม่ ? อะไรที่เรารู้สึกตัดใจลำบากที่สุด พ่อแม่ ? คนรัก ? ลูกหลาน ? มิตรสหาย ? ทรัพย์สมบัติ ? งานการ ?

    ขอให้เราตั้งสติและพิจารณาในใจว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เรามีนั้น มันเป็นของเราจริงหรือ ? เราเอามันไปด้วยได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เพียงแต่มาอยู่ในความดูแลรักษาของเรา ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะมอบให้คนอื่นดูแลและใช้ประโยชน์ต่อไป

    ส่วนงานการทั้งปวง เราก็ได้ทำมามากแล้ว บัดนี้ได้เวลาเลิกงานแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องวางมือ และให้คนอื่นรับไปทำต่อไป เราได้ฝากงานไว้กับโลกมามากพอแล้ว งานทั้งหลายได้กลายเป็นของโลกไปแล้ว ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องห่วงกังวลอีกต่อไป

    พ่อแม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้อง และคนรักทั้งหลาย เรามีบุญวาสนามาอยู่กับเขาได้นานพอสมควรแล้ว หน้าที่ที่สมควรทำ เราก็ได้ทำมามากพอแล้ว บัดนี้ได้เวลาที่เราจะต้องลาจากไป ขอให้มั่นใจว่าเขาจะอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีเรา เราเคยลาจากเขาเหล่านี้มาก่อนแล้ว ครั้งนี้เราเพียงแต่ลาจากไปนานกว่าครั้งก่อน ๆ เท่านั้น

    อีกไม่นานเราก็จะละร่างนี้ไป ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เราเพียงแต่หยิบยืมมาจากธรรมชาติ

    ร่างนี้เราได้มาเปล่า ๆ จากท้องแม่ บัดนี้ถึงเวลาที่จะคืนให้แก่ธรรมชาติไป ได้เวลาแล้วที่ร่างนี้จะคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ ในธรรมชาติ

    บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะปลดเปลื้องสิ่งหมักหมมจิต ความรู้สึกผิดติดค้างใจ ความเศร้าเสียใจที่ได้กระทำผิดต่อผู้อื่น อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้ กดถ่วงหน่วงทับใจอีกเลย ยังไม่สายเกินไปที่จะขออภัย ณ บัดนี้ ขออภัยต่อทุกคนที่เราได้เคยล่วงเกิน หมางเมิน และเบียดเบียน ขอเราทั้งหลายอย่าได้มีเวรต่อกันอีกเลย

    หากเรามีความคับแค้นใจ รู้สึกไม่ดีต่อใครบางคน อย่าปล่อยให้อกุศลจิตนี้กัดกินใจเราอีกเลย ขอจงให้อภัยเขาเหล่านั้น อโหสิทุกคนที่เคยทำความทุกข์แก่เรา ปลดเปลื้องใจเราให้เป็นอิสระจากความเคียดแค้นชิงชัง

    ขอให้เราทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด

    ท้ายที่สุดนี้ ให้ละวางทุกอย่างที่เคยถือเป็นของเรา ละวางแม้กระทั่งตัวตน หรือความรู้สึกว่าตัวฉัน แท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งตัวตนที่นึกว่าเป็นของเรา ก็มิใช่ของเราจริง ๆ ให้ละวางความยึดถือในตัวตน อย่าไปนึกหรือคาดหวังว่าเราจะไปเกิดเป็นอะไร ให้ระลึกในใจว่า ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ว่าอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน น้อมจิตสู่ความสงบ สู่ความว่าง สู่ความดับเย็นอย่างสิ้นเชิง
    :- https://www.visalo.org/article/D_deathKonDeath.htm
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    เพราะ “ว่าง” จึง “วาง”
    พระไพศาล วิสาโล

    ปล่อยวางเป็นธรรมสำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนา ถามว่าทำไมถึงต้องปล่อยวาง ก็เพราะว่า ไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นได้ ทำไมไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นได้ ก็เพราะว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ตัวตน เรียกว่าอนัตตา

    ไม่ใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตน ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรเลย หลายอย่างจับต้องได้ เช่น พื้นกระดาน เสาเรือน แม้กระทั่งร่างกายของเรา แม้กระนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นอนัตตา ความหมายอันหนึ่งก็คือ เราไม่สามารถเป็นเจ้าเข้าเจ้าของได้ หรือไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราบังคับบัญชาได้แม้แต่อย่างเดียว เช่น ร่างกายนี้ เราจะสั่งให้มันไม่แก่ ไม่ป่วย ก็สั่งไม่ได้ เวลามันหิว สั่งให้หยุดหิว ก็สั่งไม่ได้ เวลามันปวดเมื่อย เราสั่งให้มันหยุดปวดเมื่อย เราก็สั่งไม่ได้

    จิตใจก็เหมือนกัน เราสั่งให้มันหยุดฟุ้งซ่าน หยุดเศร้า หยุดเครียด หยุดกลัว ได้ไหม สั่งให้มันหยุดเบื่อ หยุดกลัว หยุดเครียด ได้ไหม เราสั่งไม่ได้ แต่ฝึกได้ เหมือนกับเราฝึกหมา เราสั่งมันให้เป็นไปตามใจเราไม่ได้ แต่ฝึกได้ อันนี้คือความหมายหนึ่งของอนัตตา

    ความหมายที่ลึกไปกว่านั้นของคำว่าอนัตตาก็คือ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หรือไม่มีตัวตนของมันเอง บ้านก็ไม่มีตัวตน ตัวตนที่เป็นบ้านจริงๆ นั้นไม่มี คำว่าบ้านเป็นคำสมมุติที่ใช้เรียกส่วนประกอบต่าง ๆ เช่น หลังคา เสา ฝาเรือน พื้นกระดาน เมื่อมารวมกัน เราก็เรียกว่าบ้าน แต่ตัวตนของบ้านจริงๆ ไม่มี ถ้าเรารื้อ เอาหลังคา เสา ฝาเรือน พื้นกระดานออกไปหมด ก็ไม่เหลืออะไร มีแต่ความว่างเปล่า จึงเรียกว่าว่างเปล่าจากตัวตน

    “ตัวฉัน” ก็เช่นกัน มันเป็นแค่คำสมมุติ ตัวตนที่เป็นตัวฉันจริง ๆ ไม่มี ถ้าคิดว่า ก็ให้ชี้ว่า ตัวเราอยู่ไหน ไม่ว่าชี้ตรงไหนก็ไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นลำตัว หน้าอก หัว แขน ขา ชี้ตรงไหนก็ไม่ถูกตัวเรา หาตัวเราไม่เจอ อันที่จริงแม้กระทั่งหน้าอก หัว แขน ขา ก็ไม่ใช่ตัวตน ที่เราเรียกว่านั่นว่านี่ล้วนแต่เป็นสมมุติทั้งนั้น เช่น ลองชี้ว่าหัวอยู่ไหน ไม่ว่าชี้ตรงไหนก็ไม่ใช่หัว แต่เป็นกระหม่อม หน้าผาก แก้ม จมูก หู ไม่ว่าชี้ไปตรงไหน ก็ไม่ถูกหัว แต่ไปถูกสิ่งอื่นแทน

    หัวไม่ใช่ตัวตน ตัวตนที่เป็นหัว ไม่มี หัวเป็นแค่คำที่ใช้เรียกอวัยวะต่าง ๆ เช่น หน้าผาก กระหม่อม ตา จมูก หู แก้ม ที่มารวมกัน สิ่งอื่น ๆ ก็เช่นกัน ที่เราเห็นหรือเรียกว่านั่นว่านี่ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ แต่ตัวตนที่แท้ของมันไม่มี เสื้อก็คือคำสมมติที่ใช้เรียกผ้าที่นำมาตัดให้เป็นรูปเป็นร่าง ผ้าที่ตัดแบบหนึ่งเราเรียกว่าเสื้อ ถ้าตัดอีกแบบหนึ่งก็เรียกว่ากางเกง ถามว่าเสื้ออยู่ไหน ลองชี้ดู พอชี้ไป ก็เจอผ้า ตุ๊กตาอยู่ไหน พอชี้ไปก็เจอพลาสติก แต่บ่อยครั้งเราติดกับคำสมมุติจนมองไม่เห็นความจริงที่ลึกไปกว่านั้น จึงมีคำพูดว่า “มองเสื้อไม่เห็นผ้า มองตุ๊กตาไม่เห็นยาง”

    อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ง่าย เราลองกำมือดู มือที่กำเราเรียกว่ากำปั้น แต่ถามว่าตัวตนของกำปั้นมีไหม ไม่มี ไม่เชื่อก็ลองแบมือออกดูสิ กำปั้นหายไปแล้ว เหลือแต่ความว่างเปล่า ที่จริงกำปั้นเป็นคำสมมุติที่ใช้เรียกมือที่รวบเข้าหากัน แต่ตัวตนของกำปั้นไม่มี

    คำหนึ่งที่คู่กับคำว่าอนัตตา คือ “สุญญตา” แปลว่า “ว่าง “คำว่า “ว่าง”ในที่นี้คือว่างจากตัวตน คือ ไม่มีตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตนของมันเอง มันเกิดขึ้นได้จากการที่มีส่วนประกอบต่างๆมารวมกัน รถเกิดขึ้นได้เมื่อมีส่วนประกอบนับพันชิ้นมารวมกัน เช่น พวงมาลัย ล้อ เพลา หม้อน้ำ ตัวถัง เมื่อรื้อเอาส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้ออกหมด ก็จะเหลือแต่ความว่างเปล่า หาตัวตนจริงๆของรถไม่เจอ

    ร่างกายเราเกิดขึ้นได้เพราะ นอกจากมีหัว มีแขน มีขา มีลำตัว แล้ว ข้างในยังมีปอด มีสมอง มีตับ ไต และอวัยวะต่างๆร้อยแปด รวมทั้งของเหลว เช่น เลือด น้ำเหลือง หากแยกเอาสิ่งต่างๆ ออกไปหมด ก็ไม่เหลือร่างกาย อันนี้เรียกว่าตัวตนของร่างกายจริงๆ ไม่มี มันเกิดขึ้นได้จากการรวมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ เรียกว่ามีเหตุปัจจัยต่าง ๆ มารวมกัน สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม มีขึ้นได้ก็เพราะเหตุปัจจัยมาทำหรือปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

    ยกตัวอย่าง นามธรรมเช่น เวทนาหรือความรู้สึกสุข-ทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เวลาเรากินอาหารอร่อย หรือมีลมเย็นพัดมาเบาๆ สุขเวทนาหรือความรู้สึกสุขก็เกิดขึ้น สุขเวทนาเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัยคือ อาหารอร่อย หรือลมเย็นพัดมาต้องตัว รวมทั้งตอนนั้นใจไม่ได้นึกกังวลกับเรื่องใด สุขเวทนาเกิดขึ้นเองไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่ามันไม่ใช่ตัวตน ถ้าเป็นตัวตน มันต้องเกิดขึ้นเองได้ นึกอยากเกิดก็เกิด นึกอยากไปก็ไป แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัยถึงพร้อม มันจึงเกิด เมื่อเหตุปัจจัยดับ มันก็ดับ

    ความกลัวก็เช่นกัน มันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เพราะเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องมีเหตุปัจจัยมาปรุงให้เกิดขึ้น เช่น อยู่คนเดียว กลางคืน มีเสียงไม่คุ้นเคยดังขึ้น หรือมีพายุพัดกรรโชก แถมนึกปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา จึงเกิดความกลัวขึ้นมา จู่ ๆ ความกลัวจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ถ้าหากอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย มีเพื่อนฝูงแวดล้อม หรือดูหนังฟังเพลงจนเพลิน ความกลัวก็หายไป ถึงตอนนั้นจะตามหาความกลัวว่ามันอยู่ไหน ก็หาไม่เจอแล้ว เพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้กลัวนั้นดับไปแล้ว เป็นเพราะความกลัวเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย มันจึงไม่ใช่ตัวตน เรียกอีกอย่างว่า ความกลัวเป็นอนัตตา ว่างเปล่าจากตัวตน

    เป็นเพราะทุกอย่างไม่มีตัวตนของมันเอง เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย มันจึงไม่คงที่ ไม่คงตัว เหตุปัจจัยแปรเปลี่ยนไปเมื่อใด มันก็เสื่อมสลายหรือดับไป ถ้าเรายึดติดถือมั่นว่ามันเที่ยง เป็นตัวตน คงที่ เราก็จะทุกข์ ผิดหวัง เศร้าโศก โกรธแค้น ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์ ก็ไม่ควรยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย

    พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทิ้งหรือไม่สนใจไยดีสิ่งต่าง ๆ ตราบใดที่มันยังมีประโยชน์ ก็ใช้มัน แต่ใช้ด้วยใจที่ปล่อยวาง คือไม่ยึดติดถือมั่น เพราะรู้ว่ามันจะแปรเปลี่ยน เสื่อมสลาย หายไปเมื่อใดก็ได้ เมื่อเหตุปัจจัยแปรเปลี่ยนไป หากวางใจได้อย่างนี้ เมื่อมันแปรผันไป ใจก็ไม่ทุกข์
    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat25630314.html
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ปวดกาย ใจไม่ทุกข์
    พระไพศาล วิสาโล
    คราวหนึ่งอาตมาพาคนเดินจงกรม โดยถอดรองเท้าเดินบนถนน เป็นถนนลาดยางก็จริงแต่ยางกร่อนจนกรวดหินโผล่ขึ้นมาตลอดทาง หลายคนพอเดินสักพักก็ร้องว่าปวดๆ บางคนเพียงแค่เห็นถนนข้างหน้า เห็นกรวดโผล่มา ก็มีอาการทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันเหยียบ เช่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก ขนลุก เพราะกลัวว่าจะเจ็บ เดินเสร็จ ถามว่าเขารู้สึกอย่างไร คำตอบคือ “ปวดเท้า ปวดมากเลย” ถามว่ามีแค่นั้นเหรอ แค่ปวดเท้าเท่านั้นเหรอ พอให้เขาสังเกตอีกที ก็พบว่า มีอีกอย่างคือ ใจมันทุกข์ ใจมันกลัว ที่จริงมีมากกว่านั้น ใจมันพยายามผลักไส ไม่ยอมรับอาการที่เกิดขึ้น แถมยังบ่นโวยวาย มันบ่นว่าทำไมต้องมาเดินตรงนี้ ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวๆ แล้ว ทำไมไม่ไปเดินที่อื่น มันมีเสียงร้องอยู่ในใจซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมตัวเองเข้าไปใหญ่

    ลองสังเกตเห็นใจที่กำลังบ่นโวยวายเวลาเท้าเหยียบหิน อย่าไปจดจ่ออยู่ที่เท้าหรือจดจ่อตรงจุดที่ปวด ให้มาสังเกตดูใจของเรา ขณะที่เท้าเหยียบหินก็มีสติดูใจ แล้วจะเห็นเองว่า ใจมันบ่น ใจมันโวยวาย เห็นความทุกข์ใจที่เกิดขึ้น แค่เห็นก็เพียงพอที่ใจจะกลับมาเป็นปกติ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต้องผลักไสมัน เป็นไงเป็นกัน พอใจมันยอมรับได้ก็จะเห็นเลยว่าความทุกข์มันลดลง ความปวดไม่ได้ลดลงนะ แต่ความทุกข์ลดลง หลายคนพบว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

    วันรุ่งขึ้นมาเดินใหม่ อาตมาก็แนะอีกว่า ให้มีสติดูใจ เท้าเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเท้าแต่ให้มาดูใจ มีอาจารย์ผู้หนึ่งอายุเจ็ดสิบ เขาบอกหลังจากเดินเสร็จว่าเช้านี้รู้สึกใจโล่ง มันโล่งที่ใจ ความปวดเท้ายังมีอยู่แต่ใจมันโล่ง สามารถเดินได้เป็นปกติ พอความทุกข์ใจลดลง ความปวดก็กลายเป็นสิ่งที่ทนได้ เขาพบด้วยตัวเองว่าจริงๆแล้วความทุกข์กายนี่นิดเดียว แต่ความทุกข์ใจต่างหากที่มันเป็นปัญหา แล้วความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นจากการไม่มีสติ หลง ไม่รู้ตัว ที่จริงความปวดส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่เกิดจากการที่จิตไปปักตรึงอยู่ตรงที่ปวด ใครๆก็ไม่ชอบความปวด แต่ว่าใจชอบปักอยู่ตรงที่ปวดนั่นแหละ ปวดตรงไหนเจ็บตรงไหนใจก็จะไปจดจ่ออยู่ตรงนั้นแหละ สังเกตไหม

    แปลกนะ เราไม่ชอบอะไร แต่ใจกลับจดจ่ออยู่แต่ตรงนั้น เราไม่ชอบความหนาว แต่ตรงไหนที่หนาวใจเราจะไปจดจ่อ ร่างกายเรามีเสื้อผ้าห่มคลุมอยู่เจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของร่างกาย มีแค่สิบเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีอะไรคลุม จึงรู้สึกหนาว ถามว่าใจเราไปอยู่ตรงไหน ไปจดจ่ออะไร มันจะไปจดจ่อตรงส่วนที่หนาว จะเป็นที่หัว หรือที่มือก็แล้วแต่ แล้วก็บ่นว่าหนาวๆ ในเมื่อหนาว ไม่ชอบความหนาว ทำไมไม่เอาใจไปจดจ่อตรงที่มันอุ่น เคยสงสัยไหม ทำไมใจเราไม่ไปอยู่ตรงบริเวณที่อุ่นอย่างบริเวณหน้าอก ตรงนั้นแหละอุ่น แต่ทำไมใจไม่ไปจดจ่อ ทำไมใจไปจดจ่ออยู่ตรงส่วนที่หนาวซึ่งเป็นเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของร่างกาย

    คนไม่ค่อยสังเกตและไม่ตั้งคำถามว่าทำไมใจไม่ไปอยู่ตรงที่ปกติหรือสุขสบาย ทำไมไปอยู่ตรงที่มันทุกข์ มันก็เหมือนกับชีวิตของคนเราที่มีทั้งสุขและทุกข์ บางทีสุขมากกว่าทุกข์ด้วย แต่ว่าเวลาเรานึกถึงอดีต เรามักจะนึกถึงแต่อดีตที่เจ็บปวด ประสบการณ์ที่เลวร้าย ความผิดหวังหรือความล้มเหลว การถูกต่อว่าด่าทอ ส่วนที่ดีไม่สนใจ ส่วนที่ผิดพลาด ไม่ดี เป็นทุกข์ กลับจดจ่ออยู่ตรงนั้นแหละ เป็นเพราะอะไร

    ในทำนองเดียวกันเวลาเดินเหยียบหินหรือโดนหนามทิ่ม หรือถูกไฟ ถูกน้ำร้อนลวก มันก็เป็นแค่จุดเล็กๆ หรือส่วนน้อยในร่างกายที่เป็นทุกข์ ขณะที่อีกเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ไม่ได้เป็นทุกข์เลย เป็นปกติ แต่ถามว่าใจไปอยู่ไหน ใจมันก็ไปอยู่ตรงที่ทุกข์ จดจ่ออยู่นั่นแหละ แล้วเราก็เอาแต่บ่นว่า ร้อน เจ็บ หนาว ไม่ไหวแล้วๆ ก็ในเมื่อตรงนั้นเจ็บตรงนั้นปวดแล้วไปจดจ่อทำไม ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะใจเราชอบซ้ำเติมตัวเอง มันไวต่อความทุกข์มากทั้งที่จริงควรจะไวต่อความสุข

    สาเหตุที่ใจเราไปจดจ่อตรงนั้นเพราะอะไร เพราะอยากจะผลักไส เราไม่ชอบความปวดจึงพยายามผลักไสมัน แต่กลับกลายเป็นการยึดติดไป ยิ่งผลักไสก็ยิ่งยึดติด แล้วก็ยึดต่อ เมื่อจดจ่อก็ยิ่งปวด เป็นทุกข์ จึงโวยวาย โอดครวญ ไม่ชอบความปวด แต่กลับไปยึดเอาความปวดของกาย มาเป็นความปวดของใจ

    เราทุกข์เพราะใจเราจดจ่อหรือแบกยึดเอาไว้ ก็ในเมื่อไม่ชอบมัน ไปแบกมันทำไม ในเมื่อหนามแหลมทำไมจึงเอามือไปทิ่มแล้วทิ่มอีก ร้อนตรงไหนก็ควรพยายามหนีห่าง แต่ว่าใจกลับเข้าไปจดจ่อคลอเคลียแล้วก็บ่นว่าร้อนๆ ทำไมมันร้อนอย่างนี้ แต่เราไม่เคยถามว่าตัวเองว่า แล้วเอาใจไปจดจ่ออยู่ตรงนั้นทำไม ทำไมจึงไปแบกไปยึดมันเอาไว้ เคยถามบ้างไหม เคยสังเกตบ้างหรือเปล่า

    ถ้าเราสังเกตก็จะพบว่า เป็นเพราะใจมันหลงไม่มีสติ ก็เลยมัวจดจ่ออยู่ตรงที่มันหนาว ตรงที่มันปวด ทั้งๆที่ตรงอื่นมีตั้งเยอะแยะที่ไม่หนาวไม่ปวด เป็นเพราะเราไม่มีสติ เป็นเพราะความหลงนี่แหละที่ทำให้เราซ้ำเติมตัวเอง ทำให้ใจหาเรื่องมาใส่ตัว เมื่อเป็นแบบนี้เราไม่ต้องทำอะไรมาก ยังไม่ต้องทำอะไรกับความร้อนความหนาว เพราะบางครั้งเราก็ทำอะไรไม่ได้กับความร้อนความหนาว แต่มีอย่างหนึ่งที่เราทำได้คือ ทำใจของเรา แค่ดึงใจของเราออกมา อย่าไปจดจ่ออยู่ตรงที่หนาวที่ปวด แทนที่จะยึดหรือแบกความหนาวความปวด ก็แค่วางมันลงซะ มารับรู้ตรงบริเวณที่สบายๆ ไม่เช่นนั้นก็มาดูใจที่กำลังบ่นโวยวาย ขอให้ตระหนักว่า เราไม่ได้ทุกข์ใจเพราะอากาศหนาว แต่ทุกข์ใจเพราะไปยึดความหนาวของกายเอาไว้ ขณะเดียวกันก็พยายามผลักไสมัน แต่เมื่อผลักไม่ไปก็เลยจดจ่อ ยิ่งผลักก็ยิ่งจดจ่อ ยิ่งจดจ่อก็ยิ่งทุกข์

    ลองทำใจเป็นกลางๆดู แค่รู้เฉยๆ ไม่ต้องไปทำอะไรกับความร้อน ความหนาว ความปวดที่เกิดกับกาย แค่รู้เฉยๆ เห็นความปวด ไม่เป็นผู้ปวดอย่างที่หลวงพ่อคำเขียนว่า “เห็น อย่าเข้าไปเป็น” อากาศหนาวมันเป็นโอกาสที่เราจะได้ฝึกดูใจว่า เราเห็นหรือเข้าไปเป็น แล้ว ถ้าไม่เห็นเมื่อไหร่ก็เข้าไปเป็นเมื่อนั้น พอเป็นเมื่อไรก็ทุกข์ใจทันที บ่นในใจว่า หนาวๆ ไม่ไหวแล้ว แต่ถ้าเรามีสติ เห็นมันเมื่อไหร่ เราก็จะรู้ว่า ความหนาวไม่ใช่ตัวการที่ทำให้เราทุกข์ การเข้าไปเป็น หรือการเข้าไปยึดต่างหากที่ทำให้ทุกข์

    ความเจ็บความปวดของกายก็เหมือนกัน มันไม่ได้ทำให้เราทุกข์ใจ แต่ที่ทุกข์ใจก็เพราะมันเข้าไปเป็นผู้ปวด ใจมันเข้าไปแบกยึดความปวดเอาไว้ว่าเป็นตัวกูของกู หรือปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นผู้ปวด รู้สึกว่าตอนนี้มีตัวกูขึ้นมาเป็นผู้หนาว ตัวกูนี้มันไม่มีจริงนะ แต่มันถูกปรุงขึ้นมา ใจเมื่อไม่มีสติจะปรุงตัวกูขึ้นมาเป็นผู้หนาว ลองฝึกดูว่า เราจะเห็นความหนาวได้อย่างไรโดยไม่เป็นผู้หนาว เห็นความทุกข์ได้อย่างไรโดยไม่เป็นผู้ทุกข์ ความทุกข์มีนะแต่ผู้ทุกข์หามีไม่
    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat256103.html
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ทำผิดเมื่อยึดติดความดี
    พระไพศาล วิสาโล
    ยุคนี้เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย หลากหลายแตกต่างทั้งในแง่วิถีชีวิต ทัศนคติ มุมมองและผลประโยชน์ เป็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นไม่จำเพาะระหว่างคนที่มีฐานะหรือเศรษฐกิจต่างกันเท่านั้น แม้คนที่มีฐานะหรือเศรษฐกิจเหมือนกัน ก็ยังมีแง่รสนิยม การดำเนินชีวิต และมุมมองที่ต่างกัน คุณค่าบางอย่างที่เราเห็นว่าสำคัญอย่างแน่แท้ เป็นอื่นไปไม่ได้ แต่คนอื่นกลับไม่เห็นเช่นนั้น กลับชื่นชมยึดถือสิ่งที่เราเห็นว่าไร้คุณค่า ไม่น่ายึดถือเลย กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้ เห็นเป็นเรื่องผิดเพี้ยนหรือวิปริตไป ถึงกับทับถมดูถูกกัน

    ความหลากหลายแตกต่างดังกล่าว คือความจริงอย่างหนึ่งของโลกทุกวันนี้ที่เราควรเปิดใจยอมรับ เช่นเดียวกับที่ต้องยอมรับว่าความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพรากและความตายเป็นความจริงของชีวิตที่เราหนีไม่พ้น หากเราปฏิเสธความจริงแห่งชีวิตดังกล่าว เราก็จะถูกความจริงนั้นตามล่าหลอกหลอนจนหาความสุขได้ยาก ฉันใดก็ฉันนั้น ความจริงของโลก ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องเปิดใจยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้ ไม่ใช่ปฏิเสธผลักไสต่อต้านมัน

    อย่างไรก็ตาม การยอมรับความหลากหลายหรือความเห็นต่างของผู้อื่น จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเราวางใจอย่างถูกต้องต่อคุณค่าหรือความคิดที่เรายึดถือด้วย ถ้าหากเรายึดติดถือมั่นมากเกินไป เห็นว่าเป็นความจริงแท้ เราย่อมอดไม่ได้ที่จะดูถูกคนที่ไม่ได้ยึดถือหรือคิดเหมือนเรา ใช่แต่เท่านั้น เมื่อใดที่เราเห็นเขาไม่เคารพสิ่งที่ยึดถือเทิดทูน เราก็จะรู้สึกว่าตัวตนถูกกระทบ หรือรู้สึกถูกละเมิดลบหลู่ จึงง่ายที่จะเกิดความรู้สึกโกรธเกลียดคนผู้นั้น ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้พูดร้ายหรือจ้วงจาบสิ่งที่เราเคารพเลย ดังที่ชาวพุทธหลายคนอาจจะเคยรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเพื่อนชาวคริสต์หรือมุสลิมไม่กราบไหว้พระพุทธรูป ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้แสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามเลย แต่แค่เขาไม่กราบไหว้นอบน้อมเหมือนเรา ก็ทำให้เราขุ่นเคืองใจหรือรู้สึกถูกละเมิดเสียแล้ว

    อาการเช่นนั้นเกิดจากอะไร หากไม่ใช่เป็นเพราะเราเอาอัตตาไปผูกติดกับสิ่งเหล่านั้น หรือพูดอีกอย่างคือ ยึดติดถือมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นอัตตาหรือตัวตนของเรา เมื่อคนอื่นไม่แสดงอาการเคารพเชิดชูสิ่งนั้น เราจึงรู้สึกว่าตัวตนถูกกระทบ จึงเกิดความทุกข์ ตามมาด้วยความไม่พอใจ ซึ่งหากไม่มีสติรู้ทัน ก็สามารถลุกลามเป็นความโกรธและเกลียด และอาจส่งผลให้มีการกล่าวร้ายหรือทำร้ายกัน

    สิ่งที่ดี มีคุณค่า หากเรายึดติดถือมั่น ก็อาจส่งผลร้ายได้ ดังหลวงพ่อเฟื่อง โชติโก อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต จ.ระยอง ได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “ถึงความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้าเรายึดเข้าไว้ มันก็ผิด” ตัวอย่างเช่น คนที่ทำความดีแล้วยึดติดในความดีนั้น ง่ายมากที่จะเกิดความหลงตนว่าดีกว่าคนอื่น เกิดอาการยกตนข่มท่านและชอบเอาความดีของตนไปตัดสินผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่เห็นคนอื่นไม่ดีเหมือนตนหรือไม่ดีเหมือนที่ตนคิด ก็จะไม่พอใจเขา เห็นเขาเป็นลบทันที คนดีที่ยึดติดความดีของตน จึงกลายเป็นคนที่น่าระอา ไม่น่าคบ หรือเบียดเบียนคนอื่นได้ง่าย

    ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยเรื่องราวของการทำร้ายผู้อื่นในนามของคุณธรรมความดี ยิ่งมีการตีตราหรือแขวนป้ายใครว่าเป็นคนเลว ประพฤติผิดศีลธรรม ด้วยแล้ว ผู้คนก็รู้สึกว่ามีความชอบธรรมที่จะกำจัดเขา หรือใช้วิธีการใด ๆ กับเขาก็ได้ แม้จะเป็นวิธีการที่ฉ้อฉล ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องความดี การยึดติดความดี จึงสามารถผลักให้ “คนดี” ทำชั่วได้ง่ายมากในนามของความดี ซึ่งแท้จริงก็คือการทำชั่วเพื่อสนองอัตตาของตนมากกว่า ซองซาร์ จัมยัง เคียนเซ ภิกษุชาวภูฏาน กล่าวเตือนใจได้ดีว่า “ศีลธรรมคืออาหารของอัตตา ทำให้เรากลายเป็นพวกเคร่งศาสนา และตัดสินผู้อื่นซึ่งมีศีลธรรมแตกต่างจากเรา การยึดมั่นในศีลธรรมในแบบฉบับของตนทำให้เราดูถูกผู้อื่น และพยายามจะยัดเยียดศีลธรรมของตนแก่เขาเหล่านั้น แม้มันจะหมายถึงการฉกฉวยเสรีภาพไปจากเขาก็ตาม”
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)
    ความดีที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ไม่จำต้องเป็นความดีตามหลักศาสนาก็ได้ แม้แต่ความดีตามมาตรฐานของอุดมการณ์ทางโลก ไม่ว่า ชาตินิยม ประชาธิปไตย หรือคอมมิวนิสต์ หากยึดติดถือมั่นก็สามารถผลักดันหรือสนับสนุนให้เราทำสิ่งเลวร้ายได้ ช่วงที่มีการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน ผู้คนจำนวนไม่น้อยถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ เพียงเพราะเห็นต่างจากเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ ผลก็คือคนเหล่านี้กลายเป็นคนเลวของรัฐไปทันที ดังนั้น “คนดี” จึงสามารถทำอะไรกับเขาก็ได้ เช่น รุมซ้อมทุบตีเขาก็ได้ ภรรยาของประธานเหมา กล่าวสนับสนุนการกระทำดังกล่าวว่า “เมื่อคนดีทุบตีคนเลว นั่นเป็นสิ่งที่คนเลวสมควรได้รับ”

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่ตัดสินว่าใครเป็นคนเลว นั่นคือการออกใบอนุญาตให้คนดีมีสิทธิทำอย่างไรกับเขาก็ได้ คนเลวคนผิดจึงมีสิทธิเป็นศูนย์เมื่ออยู่ในมือของคนดี นี้เป็นสิ่งที่ชาวพุทธพึงตระหนักเอาไว้ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเมื่อจะตัดสินใครว่าเป็นคนเลว คนไม่ดี โดยใช้มาตรฐานทางศีลธรรมของตน เพราะนั่นอาจเปิดช่องให้กิเลสหรือทิฐิมานะครอบงำได้ง่าย กลายเป็นว่าแทนที่จะปกป้องความดี กลับส่งเสริมความชั่วแทน

    การตัดสินว่าใครเป็นคนเลวนั้น มักจะเริ่มต้นจากการแบ่งเขาแบ่งเรา แล้วตีตราแขวนป้ายให้เขา เช่น ทีแรกก็เป็น “แดง” เป็น “เหลือง” จากนั้นก็มีสมญานามอื่น ๆ ตามมาจนสุดท้าย กลายเป็น “ควายแดง” กับ “แมลงสาบ” หรือ “ทุนนิยมสามานย์” กับ “ศักดินาล้าหลัง” ตราหรือป้ายเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ถ้อยคำที่ใช้แสดงความดูถูกเหยียดหยามอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อทัศนคติของผู้เรียก ทำให้เห็นแต่ด้านที่เลวร้ายของเขา หรือหลงติดอยู่กับภาพที่ตนเองสร้างขึ้น จนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา ถึงตรงนั้นแล้วก็ไม่ยากที่จะทำอะไรกับเขาก็ได้ แม้จะใช้วิธีการที่เลวร้าย ก็ไม่รู้สึกผิด เพราะ “มันเลว จึงไม่สมควรที่จะทำดีกับมัน” หรือเพราะว่า “มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว”

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ชื่อย่อมครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่งทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าชื่อไม่มี สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือ ชื่อ” ท่านที่ศึกษาธรรมย่อมตระหนักดีว่า ชื่อที่ใช้เรียกสิ่งต่าง ๆ นั้น แม้เป็นสิ่งสมมุติ แต่ก็สามารถลวงให้เราเชื่อว่ามีตัวตนตามชื่อนั้น หรือมีตัวตนชื่อนั้นจริง ๆ ชื่อหรือสมมุติทำให้เรามองไม่เห็นธรรมชาติแท้จริงของสิ่งต่าง ๆ ที่ไร้ตัวตน ในทำนองเดียวกันเมื่อเราตีตราแขวนป้ายให้แก่คนใดหรือคนกลุ่มใดก็ตาม เราก็มีแนวโน้มที่จะถูกตราหรือป้ายนั้นครอบงำใจ คือเห็นเขาตามชื่อเรียกนั้น จนมองไม่เห็นว่าเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกัน และสมควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์เช่นเดียวกับเรา

    ความขัดแย้งจะไม่สิ้นสุดหากต่างฝ่ายต่างมองแบบแบ่งข้างแยกขั้ว ว่า “ฉันดี แกเลว” “ฉันถูก แกผิด” การมองเป็นขาวเป็นดำเช่นนี้ มีแต่จะทำให้เกิดการจองเวรไม่หยุดหย่อน แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายหันมาตระหนักว่า ความจริงไม่ได้แบ่งเป็นขาวและดำชัดเจนอย่างนั้น เราก็มีส่วนผิด และเขาก็มีส่วนถูก ความโกรธ เกลียด และกลัว ก็จะลดลง และหันหน้าเข้าหากันได้ง่ายขึ้น แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องคลายความยึดติดถือมั่นในความคิด ความเชื่อ หรือความดีของตน เพราะหากยังยึดติดถือมั่นอย่างเหนียวแน่น ก็จะยอมรับความเห็นต่างได้ยาก และจะรู้สึกขุ่นเคืองใจเพราะตัวตนถูกกระทบ เมื่อพานพบหรือรับรู้ว่ามีคนที่ไม่เห็นดีเห็นงามกับความคิดความเชื่อของเราหรือสิ่งที่เรายกย่องเทิดทูน
    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat255610.html

     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ทำดีได้ ไม่ต้องใช้คำขวัญ
    พระไพศาล วิสาโล
    ในหนังสือเรื่อง “ปัญญาเหนือทุกข์” ของ แจ๊ค คอร์นฟิลด์ (กำธร เก่งสกุล แปล) ผู้เขียนเล่าถึงการวิจัยที่ทำในย่านพักอาศัยของคนจนในกรุงลอนดอน ถนนสองสายถูกเลือกขึ้นมาเพื่อการศึกษาเปรียบเทียบ ทั้งสองสายมีสภาพคล้ายกันและอยู่ห่างกันไม่ถึง ๒ กม. ที่สำคัญคือมีสถิติอาชญากรรมในระดับสูงพอ ๆ กัน แต่นักวิจัยได้เลือกถนนสายหนึ่งให้มีการเอาใจใส่อย่างดี เช่น ทำความสะอาดทุกวันเป็นเวลาหนึ่งปี เก็บขยะถูกชิ้น ลบรอยขีดเขียนบนกำแพงในที่สาธารณะ ปลูกไม้ดอกตรงขอบทางเดินและรดน้ำต่อเนื่อง ไฟริมถนนตลอดจนป้ายที่แตกหักได้รับการซ่อมแซมและทาสีใหม่

    ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการประกาศต่อสาธารณชน หลังจากนั้นหนึ่งปีได้มีการนำถนนทั้งสองสายมาเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่าสถิติอาชญากรรมบนถนนสายที่สะอาดและงดงามลดลงเกือบ ๕๐%

    ผู้เขียนไม่ได้อธิบายว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในหลายเมืองของหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และเนเทอร์แลนด์ เมื่อชุมชนมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอาชญากรรมก็ลดลง สิ่งที่น่าคิดก็คือทั้งสองอย่างเกี่ยวพันกันอย่างไร คำตอบก็คือ ชุมชนที่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นแสดงว่าผู้คนใส่ใจส่วนรวม คนที่อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ย่อมเกิดตระหนักว่าตนจะทำตามอำเภอใจไม่ได้ จึงเกิดความยับยั้งชั่งใจเมื่อนึกอยากทำผิดกฎระเบียบ

    คำอธิบายดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า อาชญากรรมตามชุมชนต่าง ๆ มักเริ่มจากการกระทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปากระจกหน้าต่างแตก หรือขีดเขียนในที่สาธารณะแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนจึงได้ใจและกล้าทำสิ่งที่อุกอาจมากขึ้น เช่น ลักขโมย และลุกลามไปสู่อาชญากรรมที่รุนแรง แนวความคิดนี้มองว่า การปล่อยให้มีกระจกหน้าต่างแตกหรือสีขีดเขียนเปรอะเปื้อนในที่สาธารณะเป็นเวลานาน ๆ คือการส่งสัญญาณว่า ชุมชนนี้ไม่มีใครเอาเป็นธุระ อยู่อย่างตัวใครตัวมัน เท่ากับเป็นการกระตุ้นให้คนอื่น ๆ ทำตามอำเภอใจ ไม่สนใจกฎเกณฑ์หรือกติกา เกิดความรู้สึกอยากทำสิ่งแย่ ๆ อย่างเดียวกันบ้าง หรือทำยิ่งกว่า (แกทำได้ ฉันก็ต้องทำได้สิ)

    ฟิลิป ซิมบาร์โด นักจิตวิทยาชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เคยทดลองเอารถคันหนึ่งซึ่งไม่มีป้ายทะเบียนมาจอดโดยเปิดฝากระโปรงทิ้งไว้ในเมืองบรองซ์ กรุงนิวยอร์ค อันเป็นย่านคนจนและเต็มไปด้วยอาชญากรรม ส่วนรถอีกคันหนึ่งเอาไปจอดทิ้งไว้ที่เมืองพาโลอัลโต แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นย่านคนมีฐานะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ในชั่วเวลาไม่กี่นาทีรถคันแรกก็ถูกถอดแบตเตอรี่และหม้อน้ำ แล้วชิ้นส่วนอื่น ๆ ก็ถูกถอดตามมา ภายในเวลา ๒๔ ชั่วโมง ก็ไม่เหลือของมีค่าอยู่เลย ในที่สุดก็มีคนทุบกระจกเข้าไปขโมยชิ้นส่วนภายในรถ

    ตรงข้ามกับรถคันที่สอง ไม่มีใครแตะต้องรถคันนั้นนานเป็นอาทิตย์ แต่เมื่อซิมบาร์โดลงมือทุบกระจกรถคันนั้นเสียเอง ไม่นานก็มีคนไปรื้อถอดชิ้นส่วนรถไม่ต่างจากที่บรองซ์ ซิมบาร์โดชี้ว่าสาเหตุที่การรื้อถอดชิ้นส่วนรถเกิดขึ้นเร็วมากในบรองซ์ ก็เพราะคนที่นั่นรู้สึกว่า จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครสนใจ พฤติกรรมแบบเดียวกันนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในถิ่นคนมีฐานะ หากมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “ทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครสนใจ”

    ในกรณีดังกล่าว สิ่งที่เป็นสัญญาณว่า “ทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครสนใจ” ก็คือ กระจกรถที่ถูกทุบแตกนั่นเอง นี้เป็นที่มาของทฤษฎี “หน้าต่างแตก” ของเจมส์ วิลสัน และยอร์จ เคลลิ่ง ทั้งสองอธิบายดังนี้ว่า “สมมติว่ามีอาคารหลังหนึ่งซึ่งมีหน้าต่างแตกหลายบาน หากหน้าต่างไม่ได้รับการซ่อม ก็มีแนวโน้มว่าอันธพาลจะทุบหน้าต่างแตกเพิ่มขึ้น ในที่สุดพวกเขาก็จะแอบเข้าไปในอนาคตนั้น และหากอาคารนั้นไม่มีคนอยู่ มันก็อาจกลายเป็นที่อาศัยของคนเหล่านั้นหรือจุดไฟข้างใน”

    แนวความคิดนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อนโยบายของสำนักงานตำรวจกรุงนิวยอร์คเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว มีการขจัดรอยขีดเขียนในที่สาธารณะ ดูแลสถานีรถไฟใต้ดินให้สะอาดสะอ้าน รวมทั้งใส่ใจกับการทำผิดกฎเล็ก ๆ น้อย เช่น ไม่จ่ายค่าตั๋วรถไฟใต้ดิน หรือทำลายทรัพย์สินสาธารณะ สิ่งที่ตามมาก็คือ อาชญากรรมในกรุงนิวยอร์คซึ่งเคยพุ่งสูงได้ลดลงไปมาก ความสำเร็จดังกล่าวมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่เชื่อว่าการทุ่มเทในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมกับพฤติกรรมของผู้คนนั้นเกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง สิ่งแวดล้อมที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นระเบียบนั้น สามารถลดทอนพฤติกรรมด้านลบของผู้คน ทำให้อาชญากรรมลดลงได้ ในทางตรงข้ามสภาพแวดล้อมที่ถูกปล่อยปละละเลย สามารถส่งเสริมให้คนมีพฤติกรรมในทางลบจนกระทำอาชญากรรมต่าง ๆ ได้ไม่ยาก

    อันที่จริงสภาพแวดล้อมยังสามารถมีอิทธิพลในลักษณะอื่น ๆ ต่อพฤติกรรมของผู้คน ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ การทดลองในสำนักงานของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษ พนักงานสามารถหาชาหรือกาแฟได้จากครัวรวม แต่ต้องชงเองและหยอดเงินใส่กล่องเองด้วย โดยมีป้ายบอกราคาติดไว้ที่ข้างฝา วันหนึ่งมีคนเอาภาพโปสเตอร์มาติดเหนือป้ายนั้น ภาพนั้นเปลี่ยนไปทุกอาทิตย์ ถ้าไม่ใช่ภาพดอกไม้ ก็เป็นภาพตาที่กำลังมองมายังผู้ดู ที่น่าแปลกก็คือ จำนวนเงินในกล่องจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคืออาทิตย์ใดที่เป็นภาพดอกไม้ จำนวนเงินที่ได้(ต่อนม ๑ ลิตร)จะลดลง แต่อาทิตย์ใดเป็นภาพตาจ้องมอง จำนวนเงินที่ได้จะเพิ่มขึ้น เฉลี่ยแล้วอาทิตย์ใดที่มีตาจ้องมอง พนักงานจะหยอดเงินมากกว่าอาทิตย์ที่มีดอกไม้ เกือบ ๓ เท่า

    กล่าวอีกนัยหนึ่งภาพโปสเตอร์นั้นมีผลต่อความซื่อสัตย์ของพนักงานด้วย ภาพตานั้นทำให้ผู้คนรู้สึกลึก ๆ ว่าถูกจ้องมอง จึงมีแนวโน้มที่จะจ่ายเงินตามราคา แต่หากเป็นภาพอื่น ก็อาจจะจ่ายบ้าง ไม่จ่ายบาง หรือจ่ายไม่ครบ

    ทั้งหมดนี้ชี้ว่าความดีหรือศีลธรรมของผู้คนนั้น ไม่ได้อยู่ที่จิตสำนึกล้วน ๆ แต่ยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งแวดล้อมมีผลต่อจิตสำนึก และนำไปสู่พฤติกรรมที่สอดคล้องกัน ดังนั้นการพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนให้มีศีลธรรม จึงไม่ควรเน้นที่การเทศน์การสอนหรือการรณรงค์ด้วยคำขวัญเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อม รวมถึงการสร้างเหตุปัจจัยภายนอกที่เกื้อกูลด้วย อาทิ การกระจายโภคทรัพย์ไม่ให้เกิดความยากไร้

    เรื่องทำนองนี้อันที่จริงก็มีกล่าวในพระไตรปิฎก หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องของพระราชาที่ต้องการปราบโจรผู้ร้ายซึ่งมีอยู่ชุกชุม ความคิดของพระราชาก็คือ เพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น แต่พราหมณ์ปุโรหิตทักท้วงเพราะเห็นว่าจะทำให้ปัญหาหนักขึ้น พราหมณ์เสนอให้มีการกระจายทรัพย์หรือส่งเสริมอาชีพ ไม่ว่าเกษตรกร พ่อค้า และขุนนาง พระราชาคล้อยตาม ปรากฏว่าเมื่อประชาชนอยู่ดีกินดี มีอาชีพ มีรายได้พ่อแก่อัตภาพ โจรผู้ร้ายก็หายไป ชาวเมืองอยู่อย่างผาสุก “รื่นเริงบันเทิงใจ อุ้มลูกฟ้อนรำไปมา สนุกสนาน บ้านช่องไม่ต้องปิดประตูลั่นกุญแจ”

    น่าสังเกตว่า พราหมณ์ (ซึ่งเป็นตัวแทนความคิดของพระพุทธเจ้า)ไม่ได้เสนอให้มีการเทศนาสั่งสอนประชาชนหรือรณรงค์ให้ประชาชนมีศีลธรรมแต่อย่างใด เพียงแค่จัดระบบเศรษฐกิจให้ดี อาชญากรรมก็ลดลง ศีลธรรมก็กลับมา

    เรื่องนี้ชี้ว่าในการเสริมสร้างศีลธรรมของผู้คน สิ่งหนึ่งที่มิอาจมองข้ามได้เลยก็คือการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมและเหตุปัจจัยภายนอกให้เกื้อกูลต่อจิตสำนึกและพฤติกรรมของผู้คนด้วย
    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat255608.html
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ปีใหม่ขอให้จิตใหญ่กว่าเดิม
    พระไพศาล วิสาโล
    มิตรผู้หนึ่งได้เล่าว่าระหว่างที่เธอไปอภิปรายที่สถาบันทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ฟังตั้งคำถามขึ้นมาว่า “ขณะนี้กำลังมีการโหมโฆษณาหนังสือเล่มหนึ่งเพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์ คนของเรากำลังถูกดึงเข้ารีตมากขึ้นเรื่อย ๆ เราควรจะทำอย่างไรดี ?” มิตรผู้นี้ไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ถามกลับไปว่า “เรา”นั้นหมายถึงใคร หมายถึงเฉพาะชาวพุทธเท่านั้นหรือ แล้วชาวคริสต์ ชาวมุสลิม หรือคนศาสนาอื่น ไม่ถือว่าเป็น “เรา” ด้วยหรือ ?

    เธอยังเล่าอีกว่าตอนที่มีการปะทะกันอย่างหนักที่สามจังหวัดภาคใต้เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายนนั้น เธอกำลังจัดอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่ มีเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งมารายงานข่าวการล้อมปราบที่มัสยิดกรือเซะว่า “ตอนนี้พวกเราตายไปแล้ว ๒ คน ส่วนพวกนั้นตายไปหลายคนแล้ว” เธอได้ยินเช่นนั้นจึงตอบไปว่า “ทั้งหมดที่ตายไปก็ “พวกเรา” ทั้งนั้นแหละ”


    ใช่หรือไม่ว่า คนที่ตายในเหตุการณ์ ๒๘ เมษา รวมทั้งที่อำเภอตากใบ ๖ เดือนหลังจากนั้นก็ล้วนเป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะมีอุดมการณ์อะไร สวมเครื่องแบบหรือไม่ ก็ล้วนเป็นเพื่อนร่วมแผ่นดินเดียวกับเรา ความตายไม่ใช่เป็นแค่ความสูญเสียของญาติพี่น้อง หากยังเป็นบาดแผลของชาติไทยที่อาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะสมานได้

    แม้นับถือศาสนาต่างกัน จะศรัทธาในหนังสือ “พลังแห่งชีวิต” หรือไม่ ก็เป็น “พวกเรา” ได้มิใช่หรือ เพราะเรายังมีอะไรเหมือนกันอีกมากมาย เช่น เป็นไทยเหมือนกัน ปรารถนาจะอยู่และตายบนผืนแผ่นดินนี้เช่นเดียวกัน รักสุข เกลียดทุกข์เหมือนกัน

    มนุษย์เราทุกคนมีความเหมือนมากกว่าความต่าง ทุกคนล้วนมีพ่อแม่ มีคนรัก มีความใฝ่ฝัน และมีอะไรต่าง ๆ อีกมากมายที่เหมือนกัน แต่แทนที่จะมองเห็นความเหมือน ผู้คนส่วนใหญ่กลับไปจดจ่อใส่ใจกับความแตกต่างที่เป็นคุณสมบัติส่วนน้อย เช่น สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ความเชื่อ ภูมิลำเนา แล้วเอาความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนั้นมาเป็นเครื่องแบ่งเขาแบ่งเรา จนถึงขั้นเป็นศัตรูกัน

    การจดจ่อใส่ใจกับความแตกต่างนั้นทำให้โลกของเราหดแคบลงเรื่อย ๆ เพราะถูกแบ่งซอยเป็นลำดับ จากเดิมที่เป็นคนไทยเหมือนกันก็แบ่งเป็นชาวคริสต์ ชาวมุสลิมและชาวพุทธ ส่วนชาวพุทธก็แบ่งเป็นคนเหนือคนกรุงเทพ ฯ จากคนกรุงเทพฯก็แบ่งต่อไปเป็นพวกรักกับพวกรู้ทันทักษิณ จากพวกรักทักษิณก็แบ่งเป็นพวกนักธุรกิจกับพวกข้าราชการ ขณะที่ข้าราชการก็แบ่งเป็นพวกกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ แล้วก็แบ่งเป็นพวกกองนั้นกองนี้ สุดท้ายก็แบ่งเป็นตัวใครตัวมัน มีแต่ “ฉัน” เท่านั้นที่สำคัญ ที่เหลือเป็น “คนอื่น” หมดแม้เป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็ตาม

    จิตที่นึกถึงแต่ “ฉัน” เป็นจิตที่เล็กและคับแคบอย่างยิ่ง และเป็นจิตที่ทุกข์ง่ายเพราะรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง และไม่มั่นคงปลอดภัย เนื่องจากเห็นคนอื่นเป็นศัตรูหรือคู่แข่งที่จะมาแย่งชิงผลประโยชน์ของตน จิตเช่นนี้ย่อมง่ายที่จะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อประโยชน์ส่วนตนสถานเดียว สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีจิตเล็กและคับแคบเช่นนี้ย่อมหาความสงบได้ยาก

    มนุษย์นั้นมีสัญชาตญาณที่ชอบแบ่งเขาแบ่งเราโดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่เอาเผ่าพันธุ์มาเป็นเส้นแบ่ง ก็เอาเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา หรือภาษา มาแบ่งแทน หรือไม่ก็เอาความคิดความเชื่อ รสนิยม ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือการศึกษามาเป็นเครื่องแบ่งเขาแบ่งเรา ทั้งหมดนี้ก็เพราะมีความยึดมั่นถือมั่นใน “ตัวกู ของกู” เป็นแรงขับสำคัญ “ตัวกูของกู” นั้นทำให้เราเอาตนเองเป็นตัวตั้ง อะไรที่แตกต่างไปจากตนก็ผลักออกไปให้เป็น “พวกมัน” และยิ่งผลักออกไปมากเท่าไหร่ในที่สุดก็มีแต่ตัวเองเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่

    ตราบใดที่ยังปล่อยให้ความสำคัญมั่นหมายใน “ตัวกู ของกู” มีอิทธิพลสำคัญในชีวิต ก็ย่อมหนีไม่พ้นความทุกข์ ความไม่มั่นคงปลอดภัย และการเบียดเบียนทำร้ายกัน แม้ว่าเป็นการยากที่จะทำลายความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว แต่เราสามารถควบคุมหรือกำกับมันให้เป็นโทษน้อยลงได้ เช่น ขยายขอบเขตของ “ตัวกู ของกู” ให้กว้างขวางขึ้น ครอบคลุมถึงคนอื่น ๆ ให้มากเท่าที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่เอาความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา สีผิว ฯลฯ มาเป็นเครื่องกีดกั้น เพราะถึงที่สุดแล้วเราทุกคนมีความเหมือนมากกว่าความต่าง อีกทั้งความต่างก็มีคุณประโยชน์ไม่ใช่น้อย เสน่ห์ของสวนคือดอกไม้นานาพรรณมิใช่หรือ ใช่หรือไม่ว่าเครื่องปรุงที่หลากหลายย่อมเพิ่มรสชาติให้อาหารน่าลิ้มลอง

    หากเราสามารถมองเห็นคนทั้งโลกว่าเป็น “พวกเรา” อาทิเช่น เห็นเป็นเพื่อนร่วมโลก เป็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ หรือพี่น้องร่วมบรรพบุรุษเดียวกัน จิตใจของเราจะใหญ่ขึ้น มีเมตตากรุณามากขึ้น และรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม

     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)

    หากยังไม่สามารถมองเห็นคนทั้งโลกว่าเป็นพวกเราได้ อย่างน้อยก็ควรมองคนทั้งหลายว่าไม่มีอะไรต่างจากเราเลย ล้วนมีความต้องการเช่นเดียวกับเรา รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา มีดีมีชั่วไม่ต่างจากเรา การมองเช่นนี้จะช่วยให้เราเห็นอกเห็นใจเขามากขึ้น และคลายความเป็นปฏิปักษ์ลง ในข้อนี้ท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์อย่างยิ่งว่า จงทำกับเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายโดยมองว่า


    “เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายของเรา
    เขาเป็นเพื่อนเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารด้วยกันกับเรา.....
    เขามีราคะ โทสะ โมหะไม่น้อยไปกว่าเรา
    เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราวเหมือนเรา.....
    เขาก็มักจะกอบโกยและเอาเปรียบเมื่อมีโอกาสเหมือนเรา...
    เขามีสิทธิที่จะได้รับอภัยจากเราตามควรแก่กรณี....
    เขามีสิทธิที่จะเห็นแก่ตัวก่อนเห็นแก่ผู้อื่น
    เขามีสิทธิแห่งมนุษยชนเท่ากันกับเรา สำหรับจะอยู่ในโลก....”

    ในยามที่ไฟสงครามกำลังก่อตัวขึ้น สิ่งที่สังคมไทยกำลังต้องการเป็นอย่างยิ่งได้แก่ จิตที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีที่ว่างสำหรับคนทุกเชื้อชาติศาสนาและอุดมการณ์ โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เห็นทุกคนไม่ต่างจากตน อีกทั้งรวมเอาทุกผู้คนไว้ในโอบกอดแห่งเมตตาและกรุณาอันไม่มีประมาณ ในท่ามกลางการทำร้ายฆ่าฟันกัน สิ่งที่สังคมไทยต้องการคือจิตที่พร้อมจะให้อภัย เพราะไม่ปรารถนาให้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนนั้นไปเกิดกับคนอื่นอีกต่อไป

    แม่ของตำรวจผู้หนึ่งซึ่งถูกฆ่าในเหตุการณ์ ๒๘ เมษายน แม้จะเสียใจอย่างยิ่ง แต่แทนที่จะเรียกร้องการแก้แค้น เธอกลับกล่าวว่า “ฉันไม่อยากเห็นสิ่งอย่างนี้เกิดขึ้นอีกต่อไปไม่ว่ากับใครอีก เราควรจะหยุดฆ่ากันได้แล้ว เป็นความสูญเสียสำหรับทุกฝ่าย ฉันก็เสียลูกชายเหมือนแม่คนอื่น ๆ อีกหลายคน”

    เป็นเพราะนึกถึงผู้อื่น เธอจึงอยากให้ความสูญเสียดังกล่าวเกิดกับตนเป็นคนสุดท้าย นี้คือรูปธรรมของจิตใหญ่ที่สังคมไทยกำลังต้องการ

    ปีใหม่นี้มาร่วมกันสร้างสันติภาพให้แก่บ้านเมืองด้วยการทำจิตใจให้ใหญ่กว่าเดิมกันเถิด

    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat254712.htm
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    ไปร่วมงานบวช จะได้บุญมากกว่านั่งสมาธิภาวนาหรือไม่
    พระไพศาล วิสาโล

    ปุจฉา : พระอาจารย์คะ หนูขอกราบเรียนถาม เรื่องความสำคัญของการไปงานบวชค่ะ ก่อนอื่นเลยต้องขอเรียนก่อนว่า หนูเป็นคนไม่ยึดติดในพิธีกรรม พิธีการใดๆ มากนัก เนื่องจากเน้นที่การปฏิบัติกายใจ เพียงแค่บรรลุผลที่การไม่ทุกข์ใจ เน้นละวางการยึดติด ส่วนมากก็มักเอาตามที่สะดวกจะทำ ยึดหลักๆ ก็ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอน ทาน ศีล ภาวนา
    อย่างไรก็ตาม ก็มักจะถูกสอนจากมิตรว่า ต้องไปงานบวชเพื่อรับพลังอานิสงส์การบวชด้วย ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่สถานที่ วัน หรือเวลาที่หนูสะดวกนัก ซึ่งหากมีโอกาสละจากกิจธุระการงาน แล้วต้องเลือกระหว่าง ไปงานบวช กับ เลือกไปนั่งสมาธิปฏิบัติเองในที่เงียบสงบ ก็จะได้รับคำตอบจากญาติมิตรว่า การได้ไปงานบวช ได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่า
    หนูข้องใจในเรื่องนี้มาก อาจจะด้วยการที่หนูไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ถูกบอกกล่าวมากนัก จึงอยากขอความกรุณาพระอาจารย์ช่วยไขข้อข้องใจด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

    วิสัชนา
    การไปงานบวชจะได้บุญก็ต่อเมื่ออนุโมทนาในการทำความดีของผู้บวช ( ความดีดังกล่าวก็คือการบวชหรือการละโลกเพื่อเข้าหาธรรม) เรียกบุญดังกล่าวว่า ปัตตานุโมทนามัย บุญยังเกิดจากการสละเงินและแรงงานเพื่อช่วยงานบวช ซึ่งเป็นการช่วยเหลือส่วนรวมอย่างหนึ่ง เรียกบุญดังกล่าวว่า ทานมัยและไวยาวัจจมัย แต่หากไปงานบวชเฉย ๆ โดยไม่ได้ทำสิ่งดังกล่าวเลย ก็จะได้บุญน้อย อย่างไรก็ตามความดีดังกล่าวเราทำที่ไหนก็ได้บุญทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องไปทำในงานบวชก็ได้

    ความคิดว่าไปงานบวชแล้วจะได้รับพลังหรืออานิสงส์จากการบวชโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังได้บุญมากกว่าการทำสมาธิภาวนา เป็นความเชื่ออย่างใหม่ที่อาตมาเพิ่งได้ยิน หากพูดถึงคำสอนทางพุทธศาสนาแล้ว การทำกรรมฐานหรือสมาธิภาวนา ย่อมมีอานิสงส์มากกว่าการไปร่วมงานบวช เพราะเป็นการฝึกจิตขัดเกลากิเลสโดยตรง

    ในเรื่องนี้พึงระลึกว่า บุญในพุทธศาสนาเกิดจากทาน ศีล ภาวนา เป็นสำคัญ (ซึ่งสามารถกระจายเป็น ๑๐ ประการ โดยรวม ไวยาวัจจมัย และปัตตานุโมทนามัยไว้ด้วย) หากไปงานบวชแล้ว เพียงแค่ร่วมพิธีกรรมเฉย ๆ แต่ไม่ได้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ก็หาได้บุญไม่ จะว่าไปแล้วความคิดว่าการร่วมพิธีกรรมเฉยๆ แล้วจะได้บุญนั้น เป็นรูปแบบหนึ่งของสีลัพพตปรามาส (การถือศีลหรือยึดติดในข้อปฏิบัติด้วยความหลงหรือกิเลส) ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุธรรม
    :- https://www.visalo.org/article/KomChadLuek580715.html

     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    หวังสะอาด ไยสาดโคลน
    พระไพศาล วิสาโล
    เย็นวันหนึ่ง ทันทีที่พ่อรู้ว่าลูกชายวัยรุ่นมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนร่วมโรงเรียนจนต้องหามส่งโรงพยาบาล พ่อก็ตำหนิลูกว่าทำอย่างนั้นได้อย่างไร ลูกให้เหตุผลว่าตนถูกเจ้าหมอนั่นก่อกวนที่โรงเรียนเป็นประจำ เขาพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย แต่กลับทำให้นักเรียนเกเรนั้นได้ใจ จึงรังควาญเขาหนักขึ้น บ่ายวันนี้เจ้าหมอนั่นก็มาเยาะเย้ยถากถางเขาอีกต่อหน้าผู้คนนับสิบ คราวนี้เขาทนไม่ได้ จึงต่อยและเตะมันจนหมอบ

    ลูกไม่รู้สึกผิดเลยกับการทำเช่นนั้น พ่อจึงถามลูกว่า หากพ่อแม่ของเด็กคนนั้นฟ้องตำรวจจะทำอย่างไร ลูกโต้กลับว่า “เจ้านั่นมันเลวมาก สมควรแล้วที่เจ็บตัว” พ่อพยายามชี้แจงด้วยเหตุผล ลูกก็ไม่ฟัง เถียงตลอด สุดท้ายพ่อก็พูดเสียงดังว่า “ครอบครัวของเราจะไม่แก้ปัญหาด้วยกำลัง” ลูกจึงพูดสวนขึ้นมาว่า “ถ้าเป็นครอบครัวของเรา ต้องยิงมันทิ้ง”

    พ่อคิดไม่ถึงว่าลูกจะพูดเช่นนั้น จึงบันดาลโทสะ ตบหน้าลูกอย่างแรง กว่าพ่อจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ความเจ็บปวดก็เกิดขึ้นกับลูกทั้งกายและใจไปแล้ว

    พ่อต้องการสอนลูกให้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่พอลูกไม่เชื่อพ่อ พ่อกลับใช้ความรุนแรงกับลูก เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความต้องการให้ลูกใช้สันติวิธี

    น่าคิดว่า อะไรทำให้พ่อทำสิ่งตรงข้ามกับความเชื่อของตน คำตอบก็คือ นอกจากพ่อจะไม่พอใจที่ลูกคิดต่างจากพ่อแล้ว ยังโกรธที่ความคิดเห็นของตนถูกโต้แย้งและท้าทายซึ่ง ๆ หน้า

    เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า ความคิดความเชื่ออะไรก็ตาม แม้นดีวิเศษเพียงใด แต่หากเรายึดติดถือมั่นกับมันแล้ว ก็ย่อมเป็นทุกข์และทนไม่ได้ที่ความคิดนั้นถูกปฏิเสธ เพราะเหมือนกับว่าตัวตนนั้นถูกปฏิเสธหรือถูกกระทบไปด้วย จึงขุ่นเคืองใจ และหากไม่รู้ทันอารมณ์ดังกล่าว ปล่อยให้มันลุกลามเป็นความโกรธ ถึงจุดหนึ่งก็ลืมตัวและพร้อมที่จะระบายความโกรธ หรือทำสิ่งต่าง ๆ ออกไปโดยไม่รู้ตัว ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งตรงข้ามกับความคิดความเชื่อนั้น

    มิใช่แต่ความคิดความเชื่อในทางสันติวิธีเท่านั้น ที่หากยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว ก็ทำให้แสดงความรุนแรงออกไป แม้แต่ความคิดความเชื่อในทางศาสนา ก็สามารถเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความรุนแรงได้ เพราะยึดติดถือมั่นในความเชื่อนั้นจนทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นคิดต่างจากตน ในประวัติศาสตร์มีตัวอย่างมากมายของสงครามและการประหัตประหารเพราะความแตกต่างทางด้านศาสนา ทั้ง ๆ ที่ศาสนาเหล่านั้นพร่ำสอนสันติภาพก็ตาม

    แม้กระทั่งในหมู่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยที่มีศรัทธาแน่นแฟ้นในพุทธศาสนา บ่อยครั้งที่พบว่ามีการใช้ท่าทีที่ไม่เป็นพุทธ ในการตอบโต้รับมือกับบุคคลในศาสนาอื่นหรือผู้ที่ถูกมองว่ากำลังบั่นทอนคุกคามพุทธศาสนา ท่าทีดังกล่าวได้แก่การใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย หรือถึงขั้นใส่ร้าย ปล่อยข่าวลือ หนักกว่านั้นก็คือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงกับคนเหล่านั้น ท่าทีเหล่านั้นล้วนตรงข้ามกับคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยพร้อมจะใช้ท่าทีดังกล่าวอย่างเต็มที่ด้วยเหตุผลว่าเพื่อปกป้องพุทธศาสนา การใช้ท่าทีไม่เป็นพุทธเพื่อธำรงพุทธศาสนากลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือนชอบธรรมด้วยเหตุผลว่า พุทธศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐและควรแก่การปกป้องด้วยวิธีใด ๆ ก็ได้แม้จะเป็นวิธีที่ผิดศีลผิดธรรมก็ตาม นี้ก็ไม่ต่างจากการใช้วิธีรุนแรงเพื่อปกป้องแนวทางสันติวิธี ซึ่งวิญญูชนย่อมรู้ดีว่าเป็นวิธีการที่กลับบั่นทอนสันติวิธีเสียเอง

    การใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้เพื่อปกป้องความคิดความเชื่อหรือจุดหมายที่ถือกันว่าดีงามนั้น ได้กลายเป็นกระแสหลักในสังคมไทยไปแล้วก็ว่าได้ ดังนั้นเราจึงเห็นการใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพื่อปกป้องประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า เช่น ก่อการ(และสนับสนุน)รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อหวังจะรักษาประชาธิปไตยให้พ้นจากน้ำมือของนักการเมืองที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อปิดปากคนที่ตนเชื่อว่ามีอุดมการณ์ที่สวนทางกับประชาธิปไตย ส่วนคนที่ไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ จำนวนไม่น้อยก็หันไปใช้วิธีการอื่นเพื่อกดดันและกีดขวางคนที่คิดต่างจากตน ไม่ให้แสดงความคิดความอ่านที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย เช่น ใครที่สนับสนุนรัฐประหารหรืออยู่ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตยในแบบของตน หรือแม้แต่คิดเห็นไม่เหมือนตนหรือพวกของตน ก็จะถูกรุมด่าทอดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย หรือถูกโห่ฮาด้วยอารมณ์เกลียดชัง แทนที่จะโต้เถียงกันด้วยเหตุผล อันเป็นวิถีทางประชาธิปไตย

    จริงอยู่เรามีสิทธิที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้น แต่อย่าลืมว่าประชาธิปไตยหมายถึงการให้พื้นที่และโอกาสในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทั้งปวง รวมทั้งความเห็นที่ล้าหลังหรือไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยตราบใดที่มิได้ดูถูกเหยียดหยามใคร หากใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว แม้จะทำเพื่อประชาธิปไตยก็ตาม แต่ในที่สุดวิธีการดังกล่าวกลับบ่อนเซาะประชาธิปไตยเสียเอง

    จะว่าไปแล้ว เชื่ออะไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับเชื่ออย่างไร แม้จะเชื่อสิ่งที่ดีมีเหตุผล แต่หากเชื่ออย่างยึดติดถือมั่นหรืองมงายหัวปักหัวปำ ก็อาจก่อผลเสียได้ เพราะการเชื่ออย่างนั้นมักทำให้ตนใจแคบ ทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นคิดต่างจากตน ยิ่งมีความมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเชื่อนั้นประเสริฐเลิศล้ำ ใครที่ไม่เชื่อเหมือนตน ก็มักจะถูกตราหน้าได้ง่าย ๆ ว่า เป็น คนโง่ หรือเป็นคนเลวไปเลย และเมื่อใดก็ตามที่ตัดสินเขาว่าแล้ว ก็ง่ายที่เราจะทำอะไรกับเขาก็ได้ แม้จะใช้วิธีการเลว ๆ หรือชั่วร้ายกับเขา ก็ไม่รู้สึกผิด เหตุผลก็เพราะ “มันเลว จึงไม่สมควรที่จะทำดีกับมัน” เป็นเพราะเหตุนี้คนไทยไม่น้อยจึงเห็นด้วยกับการสังหารโหดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในนามของการพิทักษ์ชาติศาสน์กษัตริย์เมื่อเช้าวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙รวมทั้งสนับสนุนการฆ่าตัดตอนพ่อค้ายาเสพติด และเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงกลางกรุงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว รวมทั้งกรณีอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น อาทิ กรณีประท้วงที่ตากใบปี ๒๕๔๗
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    57,324
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,040
    (ต่อ)
    ความดีนั้น หากยึดติดถือมั่นมาก ก็อาจทำให้เผลอทำเลวได้ โดยเฉพาะเมื่อทำในนามของความดี ยิ่งยึดติดถือมั่นว่าตนเป็นคนดีด้วยแล้ว ก็พร้อมจะทำอะไรกับคน(ที่ตนตัดสินว่า)เลวได้ ทั้งนี้เพราะมั่นใจว่าที่ทำไปนั้นเพื่อธำรงความถูกต้อง แต่บ่อยครั้งมันกลับเป็นการทำเพื่อยืนยันความถูกต้องของตนเองมากกว่า หรือเพื่อกำจัดคนที่คุกคามความเชื่อของตน กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการทำเพื่อ “ตัวกู ของกู” แรงจูงใจดังกล่าวอาจถึงขั้นผลักดันให้จัดการกับคนที่คิดต่างจากตนด้วยซ้ำ คือไปไกลถึงขั้นเห็นว่าคนที่ไม่เชื่อความดีอย่างตนนั้นเป็นคนชั่ว ดังนั้นจึงสมควรที่จะใช้วิธีการใด ๆ กับเขาก็ได้ แม้จะทำในนามของความถูกต้อง แต่โดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นการทำเพื่อค้ำจุนปกป้องความยิ่งใหญ่มั่นคงแห่งตัวตน เพราะในส่วนลึกจะรู้สึกอยู่เสมอว่า “ตัวกู” หรือ “ความเชื่อของกู”นั้นถูกบีบคั้นคุกคามตราบใดที่คน “เลว”เหล่านั้นยังเห็นแย้งหรือคิดต่างจากตนไม่หยุดหย่อน

    เป็นเพราะทำทุกอย่างเพื่อตัวกูของกูโดยสำคัญผิดว่าทำเพื่อความถูกต้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่ยิ่งทำมากเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกลจากความถูกต้อง และสวนทางกับความดีหรือความคิดความเชื่อที่ตนเองเชิดชู ขณะเดียวกันก็ส่งผลร้ายกลับมาที่ตนเอง เพราะเมื่อใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องกับผู้อื่น ก็ย่อมถูกเขาตอบโต้กลับมาด้วยความโกรธเกลียด หากไม่รู้ทันตนเอง ก็จะถลำเข้าไปในวงจรแห่งการจองเวรแก้แค้น จนเดือดเนื้อร้อนใจและบอบช้ำทุกฝ่าย

    จะเชื่ออะไรก็ตาม พึงระวังอย่าให้กลายเป็นความยึดติดถือมั่นมากเกินไป จริงอยู่ปุถุชนย่อมมีความยึดติดถือมั่นเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยก็ควรมีสติรู้เท่าทันว่าที่เรากำลังจะทำไปนั้น เป็นการทำเพื่อสนองความยิ่งใหญ่มั่นคงแห่งตัวกู หรือเพื่อความดีงามที่ตนเองเชิดชูยกย่อง และแม้แน่ใจว่าทำเพื่อความดีงาม ก็ควรระมัดระวังไม่เผลอทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความดีงามนั้น ๆ ซึ่งจะกลายเป็นการบั่นทอนสิ่งนั้นไปโดยไม่รู้ตัว พึงระลึกว่าตัวการที่จะผลักดันให้เราเผลอทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความดีงามนั้นก็คือ ความโกรธเกลียด(และกลัว) ที่มีคน “เลว” เป็นเป้าหมาย จนพร้อมจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นเพื่อตอบโต้หรือขจัดเขาออกไป ไม่ให้มาคุกคามความดีที่เราเชิดชู

    นอกจากการมีสติรู้เท่าทันตนเองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยป้องกันมิให้การกระทำของเรานั้นแทนที่จะส่งผลดี กลับส่งผลเสียต่อตนเองและความดีงามที่เราเชิดชู นั่นก็คือ การใช้วิธีการที่ถูกต้อง สอดคล้องกับความดีงามที่มุ่งหมาย แม้ในยามที่ต้องต่อสู้กับ “ศัตรู” หรือผู้ที่จ้องทำลายสิ่งดีงามที่เราเชิดชูด้วยวิธีการอันเลวร้ายก็ตาม เพราะหากเราใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้เพื่อเอาชนะคนเหล่านั้นแล้ว ในที่สุดเราจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียเอง ถึงแม้จะกำจัดเขาได้สำเร็จก็ตาม มีคำกล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่เราต่อสู้กับอสูรร้าย พึงระวังว่าเราจะกลายเป็นอสูรร้ายเสียเอง” ใช่หรือไม่ว่า ตำรวจที่พร้อมจะใช้วิธีการใด ๆ กับโจร ไม่เว้นแม้กระทั่งวิธีการนอกกฎหมายหรือโหดร้ายป่าเถื่อน ในที่สุดกลับมีนิสัยหรือพฤติกรรมเยี่ยงโจรเสียเอง

    ในระดับบุคคลฉันใด ในระดับประเทศก็ฉันนั้น หลังจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยา สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเทกำลังและทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อตอบโต้แก้แค้นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เป็นเหตุให้คนเกือบ ๒,๘๐๐ คนต้องตายในวันนั้น ความเลวร้ายของกลุ่มดังกล่าวถูกยกเป็นเหตุผลรองรับความชอบธรรมที่สหรัฐจะใช้วิธีการใด ๆ ก็ได้เพื่อปราบคนกลุ่มนั้นให้สิ้นซาก ถึงกับยกทัพไปก่อสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก จนผู้บริสุทธิ์ล้มตายกว่าแสนคน มากกว่าที่ตายในเหตุการณ์ ๑๑ กันยาถึง ๕๐ เท่า ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาดเกือบสิบล้านคน แต่ผลร้ายไม่ได้เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายและชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในอีกมุมหนึ่งของโลกเท่านั้น หากยังเกิดกับชาวอเมริกันด้วยกัน ไม่จำเพาะแต่ทหารที่บาดเจ็บล้มตายหรือกลับมาในสภาพที่บอบช้ำทางจิตใจ(แม้ร่างกายจะครบถ้วน)เท่านั้น ประชาชนทั่วไปก็เต็มไปด้วยความหวาดผวาและถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐบาลของตนเอง ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องวิถีชีวิตและคุณค่าที่คนอเมริกันเชิดชู อันได้แก่ สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่กลับอนุญาตให้มีการทรมานผู้ต้องหา ตัดสิทธิที่จะแก้ต่างในศาลพลเรือน ในขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ถูกดังฟังโทรศัพท์อย่างแพร่หลาย กลายเป็นว่ายิ่งต่อสู้กับพวกผู้ก่อการร้าย สหรัฐอเมริกากลับถอยห่างจากหลักการที่ตนเชิดชูไกลขึ้นทุกที และมีพฤติกรรมโน้มไปในทางเดียวกับกลุ่มก่อการร้ายที่ตนหมายกำจัดให้สิ้นซาก ยิ่งต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกากลับบั่นทอนคุณค่าดังกล่าวเสียเอง

    หลังจากเหตุการณ์ ๑๑ กันยาผ่านไปสิบปี สหรัฐอเมริกากลับมีสถานะที่ตกต่ำลงในสายตาของชาวโลก ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่โดดเด่นในทางประชาธิปไตยได้อีกต่อไป ทั้งนี้เพราะความต้องการเอาชนะศัตรูโดยไม่คำนึงว่าจะเป็นวิธีการใด ๆ ก็ได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการจมปลักในสงครามที่ยากจะถอนตัวได้ และงบประมาณมหาศาลที่ทุ่มเทลงไปจนก่อผลร้ายต่อเศรษฐกิจอเมริกันอยู่ในขณะนี้

    กรณีของสหรัฐอเมริกานั้นตรงข้ามกับกรณีของนอรเวย์ ซึ่งประสบความสูญเสียครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์จากเหตุก่อการร้ายเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่แทนที่รัฐบาลจะหันมาใช้วิธีการไล่ล่าปราบปรามกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายขวาซึ่งเชื่อว่ากำลังเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขของประเทศ นายกรัฐมนตรีนอรเวย์กลับประกาศว่า “เราจะรับมือกับการโจมตีครั้งนี้ด้วยประชาธิปไตยที่มากกว่าเดิม เปิดกว้างกว่าเดิม และมีมนุษยธรรมยิ่งกว่าเดิม” แม้ว่าการก่อการร้ายนี้มีรากเหง้ามาจากอุดมการณ์ขวาจัดที่กำลังแพร่หลายผ่านสิ่งพิมพ์และสื่ออินเตอร์เน็ตมากมาย แต่รัฐบาลกลับมองว่า “การกดห้ามความคิดเห็นนั้นเป็นเรื่องอันตราย เราต้องยอมรับว่ามีความคิดเห็นสุดโต่งอยู่ในหมู่ผู้คน ความคิดเห็นเหล่านี้เราไม่สามารถบังคับให้สงบเสียงจนตายหายไป หากแต่จะต้องมีการโต้เถียงจนตายหายไปต่างหาก”

    ใช่หรือไม่ว่านี้คือวิธีที่พึงกระทำในการต่อสู้กับสิ่งเลวร้าย การยืนหยัดในความถูกต้อง มั่นคงในหลักการที่ดีงาม เป็นวิธีการเดียวที่จะเอาชนะสิ่งเลวร้ายและปกป้องสิ่งดีงามที่เราเชิดชู อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรย้ำก็คือ แม้เราจะมั่นใจว่าคุณค่าและหลักการที่เรายึดถือนั้นเป็นสิ่งที่ดี ก็ไม่ควรรมองคนที่ไม่ได้ยึดถือคุณค่าและหลักการเหล่านั้นว่าเป็นคนเลว พึงมองว่าเขาเพียงแต่คิดต่างจากเรา แม้ความคิดนั้นเราจะมองว่าเป็นอันตราย แต่ก็ไม่ควรใช้กำลังหรืออำนาจกับผู้ที่มีความคิดดังกล่าว หากควรต่อสู้กันด้วยเหตุผล และควรให้คนเหล่านี้มีพื้นที่และโอกาสในการแสดงความคิดเห็นตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น หากเราเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยคือคุณค่าสูงสุดที่พึงปกป้อง ก็ควรเคารพสิทธิของคนที่มีความคิดสวนทางกับระบอบดังกล่าว ในทำนองเดียวกันหากเราเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คือคุณค่าสูงสุดที่พึงธำรงรักษา ก็ควรเคารพสิทธิของคนที่ไม่ได้ซาบซึ้งในคุณค่าดังกล่าว การปิดปากหรือข่มขู่คนที่คิดต่างจากเราไม่ว่าด้วยอำนาจ พละกำลัง หรือคำด่าทอหยามเหยียดไม่ว่าในนามของประชาธิปไตยหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ตาม นอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นผลเสียต่อสิ่งที่เราต้องการปกป้องด้วย พึงระลึกว่า “ ความคิดเห็นเหล่านี้เราไม่สามารถบังคับให้สงบเสียงจนตายหายไป หากแต่จะต้องมีการโต้เถียงจนตายหายไปต่างหาก”
    :- https://www.visalo.org/article/jitvivat255410.htm
     

แชร์หน้านี้

Loading...